สรรพากรใจดีให้คนไทยที่บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นได้สิทธิลดหย่อนภาษี

เลขที่ข่าว ปชส. 39/2554
วันที่แถลงข่าว 16 มีนาคม 2554
เรื่อง สรรพากรใจดีให้คนไทยที่บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นได้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วย
.........................................................................................................
ตามที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และเกิดคลื่นยักษ์สึนามิในหลายพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น ทำให้ชาวญี่ปุ่นได้รับความเดือดร้อนสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นอย่างมาก จนมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังกล่าว โดยเปิดรับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อรวบรวมส่งไปใช้บรรเทาทุกข์ต่อไปนั้น

กรมสรรพากร ขอแจ้งให้ทราบว่าเพื่อให้การบริจาคช่วยเหลือในกรณีดังกล่าว สามารถนำเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินที่บริจาค นำมาหักเป็นค่าลดหย่อน หรือหักเป็นรายจ่ายในการเสียภาษีได้ นั้น จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้

๑. ผู้บริจาคที่เป็นบุคคลธรรมดา ได้เฉพาะผู้ที่บริจาคเป็นเงิน ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีช่วยเหลือผู้ประสบภัยของหน่วยงานราชการที่เปิดรับบริจาคเป็นการเฉพาะ หรือผ่านบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 อสมท. เป็นต้น สามารถนำเงินบริจาคนั้น หักลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้ตามจริง (รวมกับเงินบริจาคอื่น ๆ ด้วย) แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว โดยใช้หนังสือสำคัญการรับเงินบริจาคที่ส่วนราชการ หรือนิติบุคคลที่เป็นตัวแทนรับบริจาคออกให้ หรือใบโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือสลิปของธนาคาร เพื่อเป็นหลักฐานในการนำไปหักลดหย่อนต่อไป

๒. ผู้บริจาคที่เป็นบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคนำมาหักรายจ่ายได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิในปีที่บริจาค นอกจากนี้ กรณีการบริจาคทรัพย์สินหรือสินค้าดังกล่าว ถือเป็นเหตุอันสมควรที่ไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่รับบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน ตามข้อ 1 และข้อ ๒ ต้องนำเงินและทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคมาทั้งจำนวนนั้น ไปบริจาคให้แก่หน่วยงานของส่วนราชการไทยเท่านั้น เช่นกระทรวงการต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย และหน่วยงานราชการนั้นจะต้องออกหนังสือสำคัญหรือหลักฐานที่แสดงว่าได้รับการบริจาคโดยมียอดเงินหรือทรัพย์สินที่เป็นยอดรวมทั้งสิ้นตรงกับยอดที่รับบริจาคมาทั้งจำนวน กรณีนี้ ผู้บริจาคตามข้อ ๑ และข้อ ๒ จึงจะได้รับสิทธินำยอดเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคไปหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ แต่หากตัวแทนรับบริจาคนำไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัยโดยตรง ผู้บริจาคจะไม่ได้รับสิทธิในการหักลดหย่อนแต่อย่างใด

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า “เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรง มีชาวญี่ปุ่นสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก การที่คนไทยร่วมกันบริจาคเงินและทรัพย์สิน
ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจและความมีเมตตาประสงค์ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้น นอกจากผู้บริจาคจะได้รับอานิสงค์ผลบุญตามความเชื่อของชาวไทยแล้วยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย แต่ทั้งนี้ขอให้เป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรด้วย”
.........................................................................................................

จดทะเบียนบริษัทภายใน 1 วัน จากเดิมใช้เวลา 8 วัน จริงหรือ?

เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ได้ออกเอกสาร “การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทภายในวันเดียว” ทำให้มีผู้ประกอบการหลายคนเข้าใจไปตามนั้น มีคนโทรมาถามว่าถ้าส่งเอกสาร (สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน) ให้วันนี้ พรุ่งนี้จดทะเบียนบริษัทได้เลยหรือเปล่า คำตอบก็คือ “ไม่ได้” หลายคนก็สงสัยว่าทำไมไม่ได้ ในเมื่อกระทรวงพาณิชย์บอกเองว่า สามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทภายใน 1 วันได้

เราลองมาดูคำอธิบายเพิ่มเติมกันนะครับ

แต่เดิมการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ต้องใช้เวลาในการจด 2 วัน (หรือ 2 ครั้ง) ครั้งแรก ต้องจดหนังสือบริคณห์สนธิก่อน หลังจากนั้นจึงออกหนังสือนัดประชุมตั้งบริษัท โดยต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน หลังการประชุมแล้ว จึงมาขอจดทะเบียนตั้งบริษัทในครั้งที่ 2 หรือรวมระยะเวลาในการจดห่างจากครั้งแรก รวมเป็น 8 วัน

ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ได้ยกเลิกการแยกจดหนังสือบริคณห์สนธิกับการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้ว โดยให้นำเอกสารทั้งสองส่วนที่แยกกันจด มาจดพร้อมกันในวันเดียว จึงกลายเป็นว่าสามารถจดทะเบียนบริษัทเสร็จภายใน 1 วัน ซึ่งหมายความว่า เมื่อเอกสารทุกอย่างจัดเตรียมพร้อมแล้วสามารถนำไปจดที่กระทรวงพาณิชย์ให้เสร็จได้ภายในวันเดียว (แต่เอกสารต้องถูกต้อง ครบถ้วนนะครับ)

ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทให้เสร็จภายในวันเดียว เรามาดูก่อนว่า ต้องทำยังไงบ้าง แล้วใช้เวลากี่วันกันแน่?

  1. จองชื่อนิติบุคคล (ชื่อบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) เนื่องจากชื่อนิติบุคคลซ้ำกันไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องมีชื่อนิติบุคคลก่อน โดยตั้งชื่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ส่งให้นายทะเบียนตรวจสอบก่อน (ยืนขอทางอินเตอร์เน็ตก็ได้) ขั้นตอนนี้ใช้เวลาเฉลี่ยแล้วประมาณ 2 วัน (บางทีก็มากกว่า 2 วัน) ถ้าชื่อที่ขอไม่ผ่าน ก็ต้องจองใหม่
  2. หลังจากได้ชื่อนิติบุคคลแล้ว ก็มาจัดเตรียมเอกสารรวมทั้งจัดทำตรายาง ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 1 วัน
  3. ส่งเอกสารให้ผู้ประกอบการเซ็น (ผู้ถือหุ้นและกรรมการต้องเซ็นทุกคน) ขั้นตอนนี้ไม่แน่นอนบางทีก็ใช้เวลาวันเดียว บางทีก็ต้องทิ้งเอกสารไว้ 2-3 วันก็มี
  4. ไปจดทะเบียนที่กระทรวงพาณิชย์ อีก 1 วัน

เพราะฉะนั้นเมื่อรวมทุกขั้นตอนแล้ว เร็วสุดก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 วันครับ

เรามาดูปัญหาที่พบบ่อยๆ ในการจดทะเบียนบริษัทที่ทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนบริษัทได้ (นายทะเบียนปฏิเสธ) การจดทะเบียนเนื่องจากเหตุผลดังนี้

  • ตรายางผิด ใช้คำย่อ หจก. บจก. หรือ ตัวอักษรเล็กมากแล้วใช้ตัวอักษรแบบพิเศษ เวลาปั๊มมาทำให้ตัวอักษรบางตัวเพี้ยนไป เช่น r s เวลาปั๊มมาจะเป็น เส้นตรง ฯลฯ
  • บัตรประชาชนไม่ชัด ภาพถ่ายดำมองไม่เห็นหน้า วันออกบัตร วันหมดอายุ อ่านไม่ออก (ไม่รู้ว่าบัตรหมดอายุหรือยัง) หรือชื่อที่อยู่อ่านไม่ออก (ตรวจสอบที่อยู่ไม่ได้)

ผู้เขียน: เกียรติชัย

ประกันสังคมเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนในปี 2554

ในปี 2554 เป็นปีที่ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 ของการบริการ ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมาได้มุ่งมั่น สร้างสรรค์ หลักประกันของชีวิต ด้วยจิตสำนึกในการให้บริการ การทำงานร่วมกัน เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จ โดยมีเป้าหมายสูงสุดของการทำงานคือ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ประกันตน ซึ่งในปีนี้ สำนักงานประกันสังคมได้เพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตน ประกอบด้วย

กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ในส่วนกรณีทันตกรรม เดิมผู้ประกันตนมีสิทธิกรณี ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน โดยนำใบเสร็จและใบรับรองแพทย์มาเบิกคืนได้ไม่เกินครั้งละ 250 บาท  ปีละไม่เกิน 500 บาท จะได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเป็นครั้งละไม่เกิน 300 บาท ปีละไม่เกิน 600 บาท และได้เพิ่มสิทธิในการใส่รากฟันเทียม ให้กับผู้ประกันตนที่ประสบอุบัติเหตุ และสูญเสียฟันทั้งปาก หรือ ผู้ประกันตนที่มีอายุตั้งแต่ 53 ปีขึ้นไป และสูญเสียฟันทั้งปาก ซึ่งผู้ประกันตนต้องยื่นความจำนงขอรับสิทธิภายใน 90 วัน นับจากวันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ พร้อมรับแบบคำขอและตรวจสอบคุณสมบัติ ของผู้ประกันตนได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทั่วประเทศ โดยสำนักงานประกันสังคม จะส่งผู้ประกันตนพบแพทย์ในโรงพยาบาลโครงการรากฟันเทียมให้ความเห็น ตามใบรับรองแพทย์ที่กำหนด และส่งเรื่องหารือคณะกรรมการการแพทย์ พร้อมแจ้งมติให้ผู้ประกันตนทราบ เพื่อเข้ารับการรักษา โดยสถานพยาบาลในโครงการรากฟันเทียมจะเป็นผู้ขอรับค่าบริการ ทางการแพทย์ หลังจากสิ้นสุดการรักษาเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 16,000 บาทต่อราก และไม่เกินรายละ 2 ราก

นอกจากนี้ยังได้เพิ่มสิทธิ กรณีผู้ป่วยโรคจิตของกองทุนประกันสังคม จากเดิมที่ผู้ป่วยโรคจิตไม่สามารถเข้ารับบริการในสถานพยาบาลตามบัตรรับรอง สิทธิได้ ยกเว้นการป่วยในกรณีเฉียบพลัน  ซึ่งจะต้องเข้ารับการรักษาทันทีภายใน 15 วัน ได้มีการขยายสิทธิการรักษาพยาบาลผู้ประกันตนที่ป่วยเป็นโรคจิต โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการคุ้มครองและรักษาผู้ป่วยให้เข้าสู่ระบบการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม

กรณีทุพพลภาพ จากเดิมผู้ประกันตนเคยได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน เดือนละ 2,000 บาท ในปีนี้ได้เพิ่มเป็นไม่เกิน 4,000 บาท ต่อเดือน ในกรณีที่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลเอกชน ประเภทผู้ป่วยใน แต่หากเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐเบิกได้เท่าที่จ่ายจริง รวมทั้งเหมาจ่ายค่าพาหนะเพื่อรับบริการทางแพทย์ไม่เกินเดือนละ 500 บาท

กรณีคลอดบุตร จากเดิมผู้ประกันตนได้รับค่าคลอดบุตร 12,000 บาท ในปีนี้ได้เพิ่มค่าคลอดบุตรเป็นครั้งละ 13,000 บาท นอกจากนี้ผู้ประกันตนหญิงยังคงได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอด บุตรร้อยละ 50 ของค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบเฉลี่ยเป็นเวลา 90 วัน ส่วนผู้ประกันตนชายที่มีภรรยาไม่ได้เป็นผู้ประกันตนใช้สิทธิได้ 2 ครั้ง

กรณีสงเคราะห์บุตร จากที่ผู้ประกันตนเคยได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 350 บาทต่อบุตร 1 คน สำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์เบิกได้คราวละไม่เกิน 2 คน จะได้เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรเป็นรายละ 400 บาท

ทั้งนี้เฉพาะกรณีสงเคราะห์บุตรให้รอประกาศเป็นกฎกระทรวงก่อน นอกจากนั้น ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ประกันตนทุกคนที่จะได้รับการเพิ่มสิทธิ ประโยชน์ในครั้งนี้ เพราะสำนักงานประกันสังคมได้เล็งเห็นความสำคัญของผู้ประกันตน ซึ่งเป็นเจ้าของเงินกองทุนประกันสังคมตัวจริง ดังนั้นควรจะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนฯ อย่างเต็มที่ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไปนั่นเอง

ที่มา..ศูนย์สารนิเทศ สายด่วนประกันสังคม 1506