แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำถามภาษีที่ถูกถามบ่อย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำถามภาษีที่ถูกถามบ่อย แสดงบทความทั้งหมด

คำถามบางส่วนจากการสัมมนา วิเคราะห์เจาะลึกมาตรการภาษีใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

คำถาม1 กรณีที่บริษัทประกอบธุรกิจบริการโดยใช้รถยนต์ที่ประหยัดพลังงาน รถยนต์สามารถนำไปลดภาษีได้หรือไม่
คำตอบ การประหยัดพลังงานไม่รวมยานพาหนะ

.

คำถาม2 อ้างถึงประกาศกรมที่ดินวันที่ 7 พฤษภาคม 2551 สงสัยว่า บ้านพร้อมที่ดินกรณีรีไฟเน้นซ์จะได้สิทธิค่าโอนจำนอง 0.01 หรือไม่ เนื่องจากเพื่อนไปโอนมาอาทิตย์ก่อนไม่ได้สิทธิ

คำตอบ การรีไฟเน้นซ์ไม่ใช่เป็นเรื่องของการซื้อขาย จึงไม่ได้สิทธิ

.

คำถาม3 กรณีได้รับเงินปันผลจากกองทุน LTF จะต้องคำนวณภาษีอย่างไร
คำตอบ กองทุน LTF เป็นกองทุนรวมที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาด
หลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ไม่ใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 39 แห่ง
ประมวลรัษฎากร จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับจากกองทุนดังกล่าว ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรไม่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร แต่หากผู้ได้รับเงินปันผลยอมให้ผู้จ่ายเงินได้นั้นหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(2) แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้ เมื่อถึงกำหนดยื่นรายการ ผู้ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินส่วนแบ่งของกำไรดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ทั้งนี้ เฉพาะกรณีผู้ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรไม่ขอรับภาษีที่ถูกหักไว้นั้นคืนหรือไม่ขอเครดิตเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้น ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ตามพระราชกฤษฎีกาฯ(ฉบับที่ 262) พ.ศ.2536
.

คำถาม4 กรณีบิดา มารดา มีดอกเบี้ยรับคนละ 25,000 บาท และนำยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ธนาคารหักไว้ บุตรยังจะนำบิดา มารดา มาหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดา ได้อีก คนละ 30,000 บาท หรือไม่
คำตอบ ได้สิทธิ เพราะบิดาและมารดาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000
บาท ต่อปี หากบิดา มารดา มีอายุหกสิบปีขึ้นไปและผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานรับรองการ
อุปการะเลี้ยงดูจากบิดา มารดา ที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู

คำถาม5 กรณีบริษัทมีทุนที่ชำระแล้ว 10 ล้านบาท และต้องการลดทุนจดทะเบียนให้เหลือ 5 ล้านบาทเพื่อใช้ประโยชน์อัตราก้าวหน้า แต่มีขาดทุนสะสม 6 ล้านบาท ถ้าลดทุนแล้วจะมีขาดทุนสะสมเกินทุน จะมีผลอะไรหรือไม่คำตอบ หากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายอมให้กระทำได้ ก็ได้สิทธิอัตราภาษีก้าวหน้าด้วยและผู้ถือหุ้นจะเกิดเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน

.

คำถาม6 พ่อพิการ มีบุตร 2 คน อยู่ร่วมกันทั้ง 3 คน บุตรคนที่ 1 ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา 30,000 บาท บุตรคนที่ 2 ใช้สิทธิหักลดหย่อนบิดาพิการ 30,000 บาท สามารถแยกการหักลดหย่อน 2 คนได้หรือไม่
คำตอบ ได้ และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

.

การยกเว้นเงินได้ให้ผู้สูงอายุ ไม่ต่ำกว่า 65 ปี


มีคำพูดที่มักเคยได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ ก็คือ ชีวิตหลังเกษียณอายุ

โดย​ปกติ​แล้ว​การทำ​งาน​ใน​ภาครัฐ​หรือ​เอกชนมัก​จะ​มีการกำ​หนด​ให้​พนักงานมีอายุการทำ​งาน​ไม่​เกิน 60 ปี​ ​ยกเว้นบุคคล​นั้น​มี​ความ​รู้​ความ​สามารถ​ก็อาจ​จะ​มีการต่ออายุ​ให้​ทำ​งานเกิน​ 60 ปีก็​ได้​

หลายครั้งเรามัก ​จะ​พบว่าคนสูงอายุ​เหล่านี้หลัง​จาก​ออก​จาก​งาน​แล้ว​ยัง​มีขีด​ความ​ สามารถ​ใน​การทำ​งาน​หรือ​ทำ​ธุรกิจ​ ​บางคน​ยัง​รักการทำ​งานอาจ​จะ​เปิดธุรกิจของตนเอง​หรือ​นำ​เงินบำ​เหน็จบำ​ นาญของตนเองไปฝากธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ย​ ​แล้ว​นำ​ดอกเบี้ยมา​ใช้​จ่าย​ใน​ชีวิตประจำ​วัน​ ​กลุ่มคนเหล่านี้ก็​จะ​มีราย​ได้​เกิดขึ้น​ซึ่ง​ต้อง​นำ​ราย​ได้​ที่​ได้​ รับ​ใน​แต่ละปี​ไปคำ​นวณภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา​ใน​อัตราก้าวหน้า (10 - 37%) ตามประ​เภทของเงิน​ได้​พึงประ​เมิน

เงิน​ได้​พึงประ​เมินที่​ผู้​สูงอายุ​ได้​รับ​จะ​ต้อง​แยกประ​เภทของเงิน​ได้​เพื่อนำ​ไปคำ​นวณภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา​แบ่งออก​เป็น 8 ประ​เภท​ด้วย​กัน​ ​คือ

- เงิน​ได้​พึงประ​เมินตามมาตรา​ 40(1) เงินเดือน​ ​ค่าจ้าง
- เงิน​ได้​พึงประ​เมินตามมาตรา​ 40(2) รับจ้างทำ​งาน​ให้
- เงิน​ได้​พึงประ​เมินตามมาตรา​ 40(3) ค่าสิทธิ
- เงิน​ได้​พึงประ​เมินตามมาตรา​ 40(4)​(ก) ​ดอกเบี้ย
- เงิน​ได้​พึงประ​เมินตามมาตรา​ 40(4)​(ข)​เงินปันผล
- เงิน​ได้​พึงประ​เมินตามมาตรา​ 40(5) ให้​เช่าทรัพย์สิน
- เงิน​ได้​พึงประ​เมินตามมาตรา​ 40(6) วิชาชีพอิสระ
- เงิน​ได้​พึงประ​เมินตามมาตรา​ 40(7) รับเหมาก่อสร้าง
เงิน​ได้​พึงประ​เมินตามมาตรา​ 40(8) เงิน​ได้​ที่นอกเหนือ​จาก​มาตรา​ 40(1) - (7)

เนื่อง ​จาก​ประมวลรัษฎากร​ได้​กำ​หนด​ให้​ผู้​มี​เงิน​ได้​ซึ่ง​เป็น​ บุคคลธรรมดามีหน้าที่​ต้อง​เสียภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา​ ​ดัง​นั้น​ ​เพื่อ​เป็น​การบรรเทาภาระภาษี​ให้​แก่​ผู้​สูงอายุ​ ​อัน​จะ​ทำ​ให้​มี​เงินเพื่อ​ใช้​ใน​การดำ​รงชีพเพิ่มขึ้น​ ​กรมสรรพากร​จึง​ได้​ยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดาสำ​หรับเงิน​ได้​ พึงประ​เมินที่​ผู้​มี​เงิน​ได้​ซึ่ง​เป็น​ผู้​อยู่​ใน​ประ​เทศไทย​และ​ มีอายุ​ไม่​ต่ำ​กว่า 65 ปีบริบูรณ์​ใน​ปีภาษี​ได้​รับ​ ​เฉพาะ​ส่วน​ที่​ไม่​เกิน​ 190,000 บาท​ใน​ปีภาษี​นั้น​ ​ตามกฎกระทรวง​ฉบับ​ที่​ 257 (พ​.​ศ​. 2549) ออกตาม​ความ​ใน​ประมวลรัษฎากร​ ​ว่า​ด้วย​การยกเว้นรัษฎากร​ ​ดังต่อไปนี้

"เงิน ​ได้​ที่​ผู้​มี​เงิน​ได้​ซึ่ง​เป็น​ผู้​อยู่​ใน​ประ​เทศไทย​และ​มีอายุ​ไม่ ​ต่ำ​กว่าหกสิบห้าปีบริบูรณ์​ใน​ปีภาษี​ได้​รับเฉพาะ​ส่วน​ที่​ไม่​ เกินหนึ่งแสนเก้าหมื่นบาท​ใน​ปีภาษี​นั้น​ ​ทั้ง​นี้​ ​สำ​หรับเงิน​ได้​ที่​ได้​รับตั้งแต่วันที่​ 1 มกราคม​ ​พ​.​ศ​. 2548 เป็น​ต้นไป​ ​โดย​เป็น​ไปตามหลักเกณฑ์​ ​วิธีการ​ ​และ​เงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำ​หนด"

หลักเกณฑ์ ​ ​วิธีการ​ ​และ​เงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​สำ​หรับเงิน​ได้​ที่​ผู้​มี​เงิน ​ได้​ซึ่ง​เป็น​ผู้​อยู่​ใน​ประ​เทศไทย​และ​มีอายุ​ไม่​ต่ำ​กว่า 65 ปีบริบูรณ์​ใน​ปีภาษี​ได้​รับ​ ​ดังต่อไปนี้

1. เงิน​ได้​ที่​ผู้​มี​เงิน​ได้​ซึ่ง​มีอายุ​ไม่​ต่ำ​กว่า​ 65 ปีบริบูรณ์ ​ได้​รับ​ ​โดย​ได้​รับยกเว้น​ไม่​ต้อง​รวมคำ​นวณเพื่อเสียภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา​ ​ต้อง​เป็น​เงิน​ได้​ที่​ผู้​มี​เงิน​ได้​ได้​รับ​ใน​ปีภาษีที่​ผู้​มี​เงิน ​ได้​มีอายุ​ไม่​ต่ำ​กว่า​ 65 ปีบริบูรณ์​ ​และ​ผู้​มี​เงิน​ได้​เป็น​ผู้​อยู่​ใน​ประ​เทศไทย​ ​เฉพาะ​เงิน​ได้​ที่​ได้​รับ​ส่วน​ที่​ไม่​เกิน​ 190,000 บาท​ใน​ปีภาษี​นั้น

2. ผู้​มี​เงิน​ได้​ซึ่ง​ได้​รับยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​ตามข้อ​ 1 ต้อง ​เป็น​ผู้​มี​เงิน​ได้​ซึ่ง​มีหน้าที่​เสียภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา​ ​แต่​ไม่​รวม​ถึง​ห้างหุ้น​ส่วน​สามัญ​ ​หรือ​คณะบุคคลที่มิ​ใช่​นิติบุคคล​ ​และ​กองมรดกที่​ยัง​ไม่​ได้​แบ่ง
กรณีสามีภริยามี ​เงิน​ได้​ร่วม​กัน​ ​โดย​ความ​เป็น​สามีภริยามิ​ได้​มี​อยู่​ตลอดปีภาษี​ ​ให้​ถือว่า​เงิน​ได้​ดังกล่าว​เป็น​เงิน​ได้​ของคณะบุคคลที่มิ​ใช่​ นิติบุคคล

3. กรณี​ผู้​มี​เงิน​ได้​ซึ่ง​ได้​รับยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​ตามข้อ​ 1 ได้​รับเงิน​ได้​ตามมาตรา​ 40 แห่งประมวลรัษฎากร ​ ​ใน​ปีภาษี​ใด​หลายประ​เภท​ ​ผู้​มี​เงิน​ได้​จะ​เลือก​ใช้​สิทธิยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​จาก​เงิน​ได้​ที่​ ได้​รับประ​เภท​ใด​ประ​เภทหนึ่ง​ ​หรือ​จะ​เลือก​ใช้​สิทธิยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​จาก​เงิน​ได้​หลายประ​เภท​ ​และ​แต่ละประ​เภท​จะ​ยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​จำ​นวน​เท่า​ใด​ก็​ได้​ ​แต่​เมื่อรวมจำ​นวนเงิน​ได้​ที่​ใช้​สิทธิยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​ดังกล่าว​ ทั้ง​หมด​แล้ว​ ​ต้อง​ไม่​เกิน​ 190,000 บาท​ใน​ปีภาษี​นั้น

4. ผู้​มี​เงิน​ได้​ซึ่ง​ได้​รับยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​ตามข้อ​ 1 ให้​ถือตามหลักเกณฑ์ดังนี้
(1) กรณีสามีภริยามี ​เงิน​ได้​ร่วม​กัน​ ​โดย​ความ​เป็น​สามีภริยา​ได้​มี​อยู่​ตลอดปีภาษี​ ​ให้​ถือว่า​เงิน​ได้​ดังกล่าว​เป็น​เงิน​ได้​ของสามี​ ​ให้​สามี​เป็น​ผู้​ได้​รับยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​สำ​หรับเงิน​ได้​ที่​ได้​ รับร่วม​กัน
(2) กรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมี ​เงิน​ได้​ ​ไม่​ว่า​ความ​เป็น​สามีภริยา​ได้​มี​อยู่​ตลอดปีภาษี​หรือ​ไม่​ ​ให้​สามีภริยาต่างฝ่ายต่าง​ได้​รับยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​ใน​ส่วน​ที่ตน​ได้​ รับ

5. ผู้​มี​เงิน​ได้​ที่​จะ​ได้​รับยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​ตามข้อ​ 1 ต้อง ​แสดงรายการเงิน​ได้​และ​จำ​นวนเงิน​ได้​ที่​ได้​รับยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​ นั้น​ ​พร้อม​กับ​การยื่นแบบแสดงรายการภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ​ ​ถึง​แม้ว่ากรมสรรพากร​จะ​ยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​ให้​กับ​ผู้​สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่​ 65 ปีขึ้นไป​และ​มี​เงิน​ได้​ไม่​เกิน​ 190,000 บาท​ใน​ปีภาษี​นั้น​หรือ​เฉลี่ยต่อเดือน​ 15,833.33 บาท​ ​ไม่​ต้อง​เสียภาษีอากรแต่​ยัง​คง​ต้อง​ยื่นแบบแสดงรายการภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดาทุกปี

ที่มา ผู้จัดการรายสัปดาห์
อ้างอิง กฎกระทรวง ฉบับที่ 257 http://www.rd.go.th/publish/30226.0.html

รายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

ข่าวเก่านะครับ แต่เห็นว่ามีประโยชนเลยเอามาลง เป็นปัญหาที่เรามักจะเจอกันบ่อยๆ

หลักเกณฑ์​ ​วิธีการ​ ​และ​เงื่อนไขเกี่ยว​กับ​รายจ่าย​ทั่ว​ไป​ใน​การดำ​เนินกิจการ​ใน​ทางบัญชี​ ​และ​หลักเกณฑ์​ ​วิธีการ​


กรุงเทพธุรกิจออนไลน์​ :

และ​เงื่อนไขเกี่ยว​กับ​รายจ่าย​ทั่ว​ไป​ใน​การดำ​เนินกิจการ​ใน​ทางภาษีอากรมี​ความ​แตกต่าง​กัน​โดย​ชัดแจ้ง​อยู่​หลายประการอาทิ​ ​รายจ่าย​ทั่ว​ไป​ใน​การดำ​เนินกิจการ​ใน​ทางบัญชี​แม้​ไม่​มี​เอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีก็อาจนำ​มาถือ​เป็น​รายจ่าย​ใน​การคำ​นวณกำ​ไรสุทธิ​ ​และ​ขาดทุนสุทธิ​ได้​ ​จึง​ขอนำ​ประ​เด็นรายจ่ายที่พิสูจน์​ไม่​ได้​ว่า​ใคร​เป็น​ผู้​รับตามมาตรา​ 65 ​ตรี​ (18) ​แห่งประมวลรัษฎากร​ ​มาปุจฉา​ - ​วิสัชนา​ ​ดังนี้​

ปุจฉา​ ​มีหลักเกณฑ์​เกี่ยว​กับ​รายจ่ายหลักฐานการจ่ายเงิน​ ​ใน​อันที่​จะ​พิสูจน์​ผู้​รับ​ให้​ได้​ว่า​เป็น​บุคคล​ใด​ ​อย่างไร​

วิสัชนา​ ​หลักฐานการจ่ายที่พิสูจน์​ผู้​รับ​ได้​ ​มีดังต่อไปนี้​

1. ​กรณี​ผู้​รับ​เป็น​ผู้​ประกอบธุรกิจที่มีกิจการ​เป็น​หลักแหล่งมั่นคง​ ​เช่น​ ​ใบเสร็จรับเงิน​ ​ใบส่งของ​/​ใบกำ​กับ​ภาษี​ ​ซึ่ง​มีข้อ​ความ​ถูก​ต้อง​ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำ​หนด​ ​โดย​อาจ​ใช้​ประกอบ​กับ​สัญญาทางธุรกิจที่​เป็น​ลายลักษณ์อักษร​

อย่างไรก็ตาม​ ​หลักฐานประกอบการลงบัญชี​เพื่อหัก​เป็น​รายจ่ายของบริษัท​หรือ​ห้างหุ้น​ส่วน​นิติบุคคล​ไม่​มีกฎหมาย​ใด​บังคับว่า​จะ​ต้อง​ใช้​ต้น​ฉบับ​ ​หากสำ​เนา​ใบเสร็จรับเงิน​นั้น​เป็น​หลักฐานที่​สามารถ​พิสูจน์​ได้​ว่า​ใคร​เป็น​ผู้​รับ​ ​ก็​ไม่​ต้อง​ห้ามหัก​เป็น​รายจ่าย​ใน​การคำ​นวณกำ​ไรสุทธิตามมาตรา​ 65 ​ตรี​ (18) ​แห่งประมวลรัษฎากร​ (หนังสือกรมสรรพากรที่​ ​กค​ 0804/17874 ​ลงวันที่​ 29 ​กัน​ยายน​ 2521) ​นอก​จาก​นี้​ ​ใบรับเงินที่มีข้อ​ความ​ไม่​ครบถ้วน​ ​หาก​สามารถ​พิสูจน์​ได้​ว่า​ใคร​เป็น​ผู้​รับเงิน​ได้​ ​ก็​สามารถ​ลง​เป็น​รายจ่าย​ใน​การคำ​นวณกำ​ไรสุทธิ​ได้​ ​ไม่​ต้อง​ห้ามตามมาตรา​ 65 ​ตรี​ (18) ​แห่งประมวลรัษฎากร​ (หนังสือกรมสรรพากรที่​ ​กค​ 0804/10150 ​ลงวันที่​ 28 ​พฤษภาคม​ 2528)

2. ​กรณี​ผู้​รับมิ​ได้​เป็น​ผู้​ประกอบธุรกิจที่มีกิจการ​เป็น​หลักแหล่งมั่นคง​ ​อาจ​ใช้​หลักฐานการรับเงินที่​ผู้​รับจัดทำ​ขึ้น​ ​แทนใบเสร็จรับเงิน​หรือ​หลักฐาน​อื่น​เพื่อการพิสูจน์​ผู้​รับ​

(1) ​กรณี​ผู้​รับ​เป็น​บุคคลธรรมดา​ ​ให้​ลงลายมือชื่อรับเงิน​หรือ​ทรัพย์สินตามหลักฐานที่จัดทำ​ขึ้น​โดย​ระบุชื่อ​ ​ที่​อยู่​ ​และ​เลขประจำ​ตัวของ​ผู้​รับเงิน​ ​พร้อม​ทั้ง​ถ่ายเอกสารบัตรประจำ​ตัวประชาชน​ ​บัตรประจำ​ตัวข้าราชการ​ ​หรือ​บัตรประจำ​ตัว​ผู้​เสียภาษีอากร​ ​เช่น​ ​กรณีชาวไร่ข้าวโพดขายข้าวโพด​ให้​บริษัท​ ​โดย​ไม่​ออกใบรับ​ให้​ ​หากบริษัท​ ​ทำ​หลักฐานการจ่ายเงินที่มีรายละ​เอียดระบุชื่อ​ ​ที่​อยู่​ ​วันเดือนปี​ ​จำ​นวนเงิน​ ​และ​รายการจ่าย​แล้ว​ให้​ผู้​รับเงินลงชื่อรับ​ไว้​ซึ่ง​สามารถ​พิสูจน์​ได้​ว่า​ใคร​เป็น​ผู้​รับ​แล้ว​ ​บริษัท​ ​ย่อมนำ​มาลง​เป็น​รายจ่าย​ได้​ไม่​ต้อง​ห้ามตามมาตรา​ 65 ​ตรี​ (18) ​แห่งประมวลรัษฎากร​ (หนังสือกรมสรรพากรที่​ ​กค​ 0802/12043 ​ลงวันที่​ 8 ​กัน​ยายน​ 2529)

(2) ​กรณี​ผู้​รับ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​บุคคลธรรมดา​ ​หรือ​นิติบุคคลที่​ไม่​ออกหลักฐานการรับเงิน​ใดๆ​ ​ให้​จ่ายเช็คขีดคร่อมระบุชื่อ​ผู้​รับเงิน​ไว้​ใน​เช็ค​ (A/C Payee Only) ​และ​ถ่ายเอกสารเช็คดังกล่าวพร้อมขอหลักฐานการโอนเงินตามเช็คดังกล่าว​จาก​ธนาคารมาประกอบการจ่ายเงิน​ ​ใน​กรณีจำ​เป็น​อาจจัดซื้อสินค้า​หรือ​รับบริการ​จาก​ตัวแทน​หรือ​เอเย่นต์​ ​ใน​อันที่​จะ​ให้​ได้​มา​ซึ่ง​หลักฐานการจ่ายค่า​ใช้​จ่าย​ ​เช่น​ ​ค่า​ใช้​จ่าย​ใน​การออกของผ่านชิปปิง​ ​การซื้อสินค้าพืชผักผลไม้อาหารสดของกิจการโรงแรม​ ​ภัตตาคาร​ ​เป็น​ต้น​

อนึ่ง​ ​ใบรับเงินค่าซื้อสินค้า​จาก​ผู้​ขายที่​ไม่​ได้​จดทะ​เบียนการค้า​ซึ่ง​ผู้​ซื้อทำ​ขึ้น​และ​ให้​ผู้​ขายลงนามมีรายการ​ ​ชื่อ​ ​ที่​อยู่​ของ​ผู้​รับเงินแน่นอน​ ​ผู้​ซื้อ​จะ​นำ​ใบรับเงินดังกล่าวมาลง​เป็น​รายจ่าย​ใน​การคำ​นวณกำ​ไรสุทธิ​ได้​ ​แต่​ถ้า​ไม่​มีชื่อ​ ​ที่​อยู่​ของ​ผู้​รับเงิน​ ​หรือ​ไม่​สามารถ​พิสูจน์​ได้​ว่า​ใคร​เป็น​ผู้​รับ​ ​ก็อาจ​ต้อง​ห้ามมิ​ให้​ถือ​เป็น​รายจ่าย​ใน​การคำ​นวณกำ​ไรสุทธิตามมาตรา​ 65 ​ตรี​ (18) ​แห่งประมวลรัษฎากร​ (หนังสือกรมสรรพากรที่​ ​กค​ 0804/24055 ​ลงวันที่​ 30 ​ธันวาคม​ 2520) ​และ​ใน​การตรวจสอบหากเจ้าพนักงานประ​เมิน​ไม่​เชื่อ​ ​บริษัท​ ​จะ​ต้อง​พิสูจน์​ให้​ปราศ​จาก​ข้อสงสัย​ (คำ​พิพากษาฎีกาที่​ 1678/2532)

ปุจฉา​ ​กรณีบริษัท​ ​รับเหมาก่อสร้าง​ ​มี​เพียงหลักฐานการโอนเงินทางธนาคาร​ให้​เจ้าหน้าที่ของบริษัท​ ​เพื่อจัดซื้อวัสดุก่อสร้าง​ ​และ​มี​ใบสำ​คัญรายงานแจ้งจำ​นวนเงินที่​ได้​จัดซื้อวัสดุก่อสร้างของเจ้าหน้าที่ของบริษัท​ ​ถือ​เป็น​หลักฐานเพียงพอที่​จะ​รับฟัง​ ​และ​ให้​บริษัท​ ​ถือ​เป็น​รายจ่าย​ใน​การคำ​นวณกำ​ไรสุทธิ​ได้​หรือ​ไม่​

วิสัชนา​ ​กรณีดังกล่าว​ยัง​ไม่​อาจรับฟังพอที่​จะ​ให้​บริษัท​ ​ถือ​เป็น​รายจ่าย​ใน​การคำ​นวณกำ​ไรสุทธิ​ได้​ ​เพราะ​เอกสารดังกล่าวมิ​ได้​แสดง​ให้​เห็นว่า​เป็น​รายจ่ายค่าซื้อวัสดุก่อสร้าง​จาก​ผู้​ใด​ ​เป็น​จำ​นวน​เท่า​ใด​ ​คง​เป็น​เพียงหลักฐาน​หรือ​เอกสารระหว่างลูกจ้าง​กับ​บริษัทนายจ้าง​เท่า​นั้น​ ​จะ​ถือ​เป็น​รายจ่าย​ไม่​ได้​ ​ต้อง​ห้ามตามมาตรา​ 65 ​ตรี​ (18) ​แห่งประมวลรัษฎากร​ (หนังสือกรมสรรพากรที่​ 3.6/2513 ​ลงวันที่​ 24 ​กุมภาพันธ์​ 2513)

ปุจฉา​ ​เงินค่ารับรองพิ​เศษที่บริษัท​ ​จ่ายไปเพื่อประ​โยชน์​ใน​ด้านการค้าของบริษัท​ ​แต่​ไม่​สามารถ​แจ้งรายละ​เอียด​ได้​เพราะ​เป็น​ความ​ลับ​ ​คงมี​แต่​ใบขอเบิกเงิน​ ​และ​ใบอนุมัติจ่าย​ ​โดย​ไม่​มี​เอกสารประกอบการลงบัญชี​ ​แต่ก็​เป็น​รายจ่ายที่​ได้​รับอนุมัติ​จาก​ที่ประชุม​ผู้​ถือหุ้นทุกปี​ ​บริษัท​ ​สามารถ​นำ​มาหัก​เป็น​รายจ่าย​ใน​การคำ​นวณกำ​ไรสุทธิ​ได้​หรือ​ไม่​

วิสัชนา​ ​กรณีดังกล่าวแม้​จะ​เชื่อ​ได้​ว่า​เงินรับรองพิ​เศษ​เป็น​รายจ่ายของบริษัทจริง​ ​แต่​โดย​ที่บริษัท​ ​ไม่​สามารถ​ชี้​แจงรายละ​เอียด​ ​และ​พิสูจน์ตัว​ผู้​รับเงิน​ได้​ ​ต้อง​ห้ามตามมาตรา​ 65 ​ตรี​ (18) ​แห่งประมวลรัษฎากร​ ​การที่​ผู้​จัดการรับไปก็​เพื่อจ่าย​ใน​กิจการค้าของบริษัท​ ​มิ​ใช่​รับไป​เป็น​เงิน​ได้​ของตน​ ​จึง​ไม่​ถือ​เป็น​เงิน​ได้​ของ​ผู้​จัดการบริษัท​ ​ที่​จะ​ต้อง​นำ​มารวมคำ​นวณ​เป็น​เงิน​ได้​ของ​ผู้​จัดการ​ (หนังสือกรมสรรพากรที่​ ​กค​ 0804/4786 ​ลงวันที่​ 20 ​มีนาคม​ 2523)


ที่มา กรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 5 ​กรกฎาคม​ 2549 06:53 ​น.
http://www.bangkokbiznews.com/2006/07/05/f006_117425.php?news_id=117425

ค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF และ LTF

ชื่อเรื่อง : ขายหน่วยลงทุน RMF ก่อนครบกำหนด

คำถาม :

ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) แล้วขายก่อนห้าปีจะต้องเสียภาษีเงินได้อย่างไร

คำตอบ :

การขายหน่วยลงทุนดังกล่าวไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ต้องนำผลต่างระหว่างราคาขายกับราคาทุน ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ตาม มาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ในแบบ ภ.ง.ด.90

นอกจากนี้ให้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 สำหรับปีภาษีที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มเติม เพื่อเสียภาษีเงินได้และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ตาม มาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร หากยื่นแบบฯ ภายในเดือนมีนาคม ของปีถัดจากปีที่หมดสิทธิไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ตาม ประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 90)

ชื่อเรื่อง : การยกเว้นภาษีเงินได้จากการซื้อและขายคืนหน่วยลงทุน RMF กรณีเกษียณอายุ

คำถาม :

นาย ก เข้าทำงานที่บริษัท ป. เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2514 และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อ 4 เมษายน 2538 ต่อมาบริษัทปรับโครงสร้างธุรกิจได้โอนย้ายไปทำงานที่ บริษัท ซ. เมื่อ 1 กรกฎาคม 2545 และให้นับอายุการทำงานต่อเนื่อง ถามว่า

1. บริษัท ซ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้พนักงานเกษียณอายุเมื่อครบ 55 ปีบริบูรณ์ เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ นาย ก. ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42(17) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่

2. นาย ก. ได้ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ดังนี้

(1) 12 ธันวาคม 2545 จำนวนเงิน 180,000 บาท

(2) 9 ธันวาคม 2546 จำนวนเงิน 200,000 บาท

(3) 25 พฤศจิกายน 2547 จำนวนเงิน 100,000 บาท

(4) 16 ธันวาคม 2547 จำนวนเงิน 70,000 บาท

(5) 2 ธันวาคม 2548 จำนวนเงิน 100,000 บาท

(6) 12 ธันวาคม 2549 จำนวนเงิน 100,000 บาท

นาย ก. ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้จากการซื้อหน่วยลงทุน RMF แล้ว ต่อมาได้ขายคืนหน่วยลงทุน เมื่อ 13 ธันวาคม 2550 ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมใช่หรือไม่

คำตอบ :

1. นาย ก. มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งออกจากงานเพราะเกษียณอายุที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับจากกองทุนฯ เมื่อออกจากงานเพราะเกษียณอายุดังกล่าว ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามข้อ 2(36) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ประกอบกับ ประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 151)

2. นาย ก. ได้ซื้อหน่วยลงทุน RMF ครั้งแรกเมื่อ 12 ธันวาคม 2545 ดังนั้น วันที่ครบกำหนด 5 ปีนับแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก คือวันที่ 12 ธันวาคม 2550 การที่นาย ก. ขายคืนหน่วยลงทุนตั้งแต่ 13 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป ถือว่าได้ถือหน่วยลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และได้ไถ่ถอนหน่วยลงทุนเมื่อมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น เงินที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุน และเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับจากการขายคืนหน่วยลงทุน ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตาม มาตรา 42(17)แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับ ข้อ 2(55) และ (65) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509)

 

ชื่อเรื่อง : เอกสารที่ใช้แสดงสิทธิในการยกเว้นเงินได้ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กรณีไถ่ถอนหน่วยลงทุนก่อนกำหนดเวลาเนื่องจากเหตุทุพพลภาพ

คำถาม :

ผู้มีเงินได้ไถ่ถอนหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ก่อนกำหนดเวลาตามหลักเกณฑ์การได้สิทธิยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ค่าซื้อหน่วยลงทุนมารวมคำนวณเพื่อเสียเงินได้บุคคลธรรมดาเนื่องจากเหตุทุพพลภาพ จะต้องใช้หลักฐานใดให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

คำตอบ :

ต้องเป็นกรณีที่แพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงความเห็นว่า ผู้ถือหน่วยลงทุนทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพซึ่งก่อให้เกิดเงินได้ที่จะนำมาซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวต่อไปได้

ชื่อเรื่อง : การยกเว้นเงินได้ สำหรับค่าซื้อหน่วยลงทุน กรณีโอนหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไปยังอีกกองทุนหนึ่ง

คำถาม :

โอนหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองหนึ่งไปยังกองทุนรวมหุ้นระยะยาวอีกกองหนึ่งโดยไม่ต้องการให้เสียสิทธิการได้รับยกเว้นเงินได้ สำหรับค่าซื้อหน่วยลงทุน จะต้องปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ :

กรณีผู้มีเงินได้ได้โอนการลงทุนในหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ทั้งหมดหรือบางส่วน ไปยังกองทุนรวมหุ้นระยะยาวอีกกองทุนหนึ่ง ไม่ว่าจะโอนไปยังกองทุนเดียวหรือหลายกองทุน ผู้มีเงินได้จะต้องโอนการลงทุนไปยังกองทุนรวมหุ้นระยะยาวนั้นภายใน 5 วันทำการนับแต่วันถัดจากวันที่กองทุนรวมหุ้นระยะยาวที่โอนได้รับคำสั่งโอนจากผู้มีเงินได้ จึงจะถือว่าระยะเวลาในการถือหน่วยลงทุนในกรณีดังกล่าวมีระยะเวลาต่อเนื่องกัน และกองทุนฯ ที่โอนจะต้องจัดทำเอกสารหลักฐานการโอนส่งมอบให้แก่กองทุนฯ ที่รับโอนเก็บไว้เป็นหลักฐานพร้อมให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อน กรณีขายคืนหน่วยลงทุน RMF และ LTF ส่วนที่เกินอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้

คำถาม :

การขายคืนหน่วยลงทุน RMF และ LTF ส่วนที่เกินอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ (ส่วนที่ไม่ได้รับยกเว้น) จะมีค่าปรับหรือไม่ อย่างไร และจะใช้ราคาอันใดในการคำนวณ

คำตอบ :

การขายคืนหน่วยลงทุน RMF หรือ LTF ดังกล่าว หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตามข้อ 2(65) และ (67) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) แก้ไขเพิ่มเติมโดย กฎกระทรวง ฉบับที่ 246 (พ.ศ. 2547) ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยให้คำนวณมาจากเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF หรือ LTF ที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ตามข้อ 2(55) และ (66) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ดังนั้น หากมิได้มีการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็จะไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากรแต่อย่างไร

 

ชื่อเรื่อง : การซื้อหน่วยลงทุน RMF และ LTF

คำถาม :

การยกเว้นภาษีสำหรับการซื้อหน่วยลงทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่หักได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้นั้น คำนวณจากเงินได้หลังหรือก่อนหักการยกเว้นภาษีกรณีเงินได้สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 65 ปีบริบูรณ์ และเงินชดเชยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน

คำตอบ :

กรณีซื้อหน่วยลงทุนใน (RMF) หรือ (LTF) ที่ผู้มีเงินได้ได้รับยกเว้นภาษีให้ยกเว้นได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินก่อนหักยกเว้นภาษีกรณีผู้มีเงินได้อายุไม่ต่ำกว่า 65 ปีบริบูรณ์ในปีภาษีที่ได้รับ และเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

ชื่อเรื่อง : ยกเว้นภาษีสำหรับค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF

คำถาม :

ในปี 2548 นายเอกได้รับเงินเดือนจากบริษัท ส. จำกัด และมีเงินได้ที่จ่ายให้ครั้งเดียวเหตุเพราะออกจากงานที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของ บริษัท ป. จำกัด ซึ่งมีอายุงาน 19 ปี โดยออกจากกองทุนฯ ในปี 2547 แต่รับเงินจำนวนนี้ในปี 2548 นายเอกได้แยกคำนวณเงินได้ที่จ่ายจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ ในใบแนบแบบ ภ.ง.ด.91 ส่วนเงินเดือนคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.91 โดยขอยกเว้นเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF ในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้ทั้งประเภทเงินเดือนและเงินที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 300,000 บาท ถูกต้องหรือไม่

คำตอบ :

การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF ตามมาตรา 42(17) แห่งประมวลรัษฎากร, ข้อ 2(55) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) และ ประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 90) ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น ซึ่งเมื่อรวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพฯ ต้องไม่เกิน 300,000 บาท ดังนั้น

นายเอก จึงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ทั้งสิ้น ตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น

 

ชื่อเรื่อง : การคำนวณต้นทุนผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหน่วยลงทุน กรณีขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ก่อนกำหนดเวลา

คำถาม :

หากมีการขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ก่อนกำหนดเวลา โดยถือหน่วยลงทุนต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาไม่ถึง 5 ปีปฏิทิน การคำนวณต้นทุนผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหน่วยลงทุนเพื่อเสียภาษีให้คำนวณอย่างไร

คำตอบ :

ผลประโยชน์ที่ได้จากการขายหน่วยลงทุนกรณีดังกล่าว ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยการคำนวณต้นทุนให้คำนวณโดยวิธีเข้าก่อนออกก่อน(FIFO)

ชื่อเรื่อง : ภริยามีเงินได้หลายประเภทซื้อหน่วยลงทุน RMF และ LTF

คำถาม :

ภริยามีเงินได้ประเภทเงินเดือนและเงินปันผล สามีมีเงินเดือนอย่างเดียว การซื้อหน่วยลงทุนของกองทุน RMF และ LTF ของภริยาจะซื้อได้ อัตราร้อยละ 15 จากเงินได้เงินเดือนรวมกับเงินปันผลหรือไม่ เนื่องจากเงินปันผลต้องถือเป็นเงินได้ของสามี

คำตอบ :

การซื้อหน่วยลงทุนของกองทุน RMF และ LTF เป็นสิทธิของผู้มีเงินได้ เมื่อภริยาเป็นผู้มีเงินได้ แม้จะยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ในนามของสามี สิทธิดังกล่าวยังเป็นของภริยาอยู่เช่นเดิม ภริยาสามารถซื้อได้ตามสัดส่วนของเงินได้ของตนเอง

 

ที่มา.. http://www.rd.go.th/publish/36195.0.html

ของขวัญกับการเสียภาษี

ชื่อเรื่อง : ภาษีซื้อต้องห้าม กรณีกระเช้าของขวัญ

คำถาม : ซื้อกระเช้าของขวัญแจกลูกค้าในเทศกาล นำภาษีซื้อมาขอเครดิตได้หรือไม่

คำตอบ : ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อกระเช้าของขวัญมาแจกหรือให้เป็นของขวัญแก่ลูกค้าเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ การเปิดแนะนำสินค้าใหม่ โดยมีนามบัตรของบริษัทที่ระบุชื่อ ที่อยู่ และเครื่องหมายการค้าของบริษัทติดที่กระเช้าของขวัญดังกล่าว เป็นภาษีซื้อต้องห้ามมิให้นำไปหักออกจากภาษีขาย ตามมาตรา 82/5(4) แห่งประมวลรัษฎากร และ ข้อ 5 ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17)
ส่วนภาษีขาย หากกระเช้าของขวัญดังกล่าวเป็นสิ่งของที่บริษัทพึงให้แก่ลูกค้าตามประเพณี ทางธุรกิจทั่วไปและมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินสมควรแล้ว บริษัทไม่ต้องนำมูลค่าของกระเช้าดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 79(4) แห่งประมวลรัษฎากร และ ข้อ 2(6) ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40)

 

ชื่อเรื่อง : แจกของขวัญนำมาเป็นค่าใช้จ่าย

คำถาม : บริษัทแจกของขวัญให้ลูกค้า บริษัทนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ เป็นจำนวนเท่าไรที่สรรพากรจะไม่ต้องให้มาบวกกลับและนำมาเป็นภาษีซื้อได้หรือไม่

คำตอบ : 1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล ค่าใช้จ่ายนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกินคนละ 2,000 บาทในแต่ละคราว ตาม กฎกระทรวงฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522)
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อของขวัญแจกเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ตาม มาตรา 82/5(4) แห่งประมวลรัษฎากร และ ข้อ 5 ของประกาศอธิบดีฯ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17)

 

ชื่อเรื่อง : เช็คของขวัญให้พนักงานถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม

คำถาม : บริษัทให้เช็คของขวัญกับพนักงาน ถือเป็นรายจ่ายของบริษัท ได้หรือไม่

คำตอบ : ถือเป็นรายจ่ายไม่ได้ เนื่องจากเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หาต้องห้าม ตาม มาตรา 65 ตรี(3) แห่งประมวลรัษฎากร

 

ชื่อเรื่อง : จ้างทำ ส.ค.ส.

คำถาม : บริษัทจ้างทำ ส.ค.ส. โดยให้ ใส่โลโก้ของบริษัท ถามว่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่

คำตอบ : หากผู้รับจ้างมิได้ผลิตขายเป็นปกติทั่วไป แต่เป็นการผลิตสินค้าตามคำสั่งของลูกค้า ซึ่งสินค้าจะมีลักษณะเฉพาะขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า โดยเมื่อผลิตสินค้าเสร็จแล้ว ลูกค้าตกลงจะยอมรับสินค้าที่ตรงตามคำสั่งของตนเท่านั้น กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของที่มุ่งถึงผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญ ผู้ว่าจ้างจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินได้ให้บริษัทในอัตราร้อยละ 3 ตาม ข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/25428ฯ แต่หากเป็นการผลิตขายเป็นปกติทั่วไปอยู่แล้ว การจ่ายเงินได้ดังกล่าวจะถือเป็นการซื้อสินค้า ผู้จ่ายเงินไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

 

ที่มา.. http://www.rd.go.th/publish/28871.0.html

สารพันปัญหา "ค่าลดหย่อน"

สารพันปัญหา "ค่าลดหย่อน"


ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อน กรณีคู่สมรสไม่มีเงินได้


คำถาม : คู่สมรสได้ลาออกจากงานแล้วจะขอหักลดหย่อนคู่สมรสในปีถัดจากปีที่ลาออกได้หรือไม่


คำตอบ : หากคู่สมรสไม่มีเงินได้ในปีภาษีที่ยื่นแบบฯสามารถนำมาหักลดหย่อนได้


ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนคู่สมรส บุตรและบุพการีที่อยู่ต่างประเทศ ของผู้มีเงินได้ชาวต่างชาติซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศ


คำถาม : ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานบริษัทในไทยเกิน 180 วัน มีเงินได้ประเภท


เงินเดือน ภริยา บุตร บุพการี อยู่ต่างประเทศไม่มีเงินได้ บุตรเรียนหนังสือที่ต่างประเทศและบุพการีอายุเกิน 60 ปี มีสิทธิหักลดหย่อนภริยา บุตร และบุพการี ได้เท่าใด


คำตอบ : กรณีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในไทยเกิน 180 วัน ถือว่าผู้มีเงินได้เป็น


ผู้อยู่ในไทย สามารถหักลดหย่อนภริยาได้ ไม่ว่าภริยาจะอยู่ในไทยหรืออยู่ต่างประเทศและสามารถหักลดหย่อนบุตรได้ ไม่ว่าบุตรจะอยู่ในไทยหรืออยู่ต่างประเทศแต่หากบุตรศึกษาอยู่ที่ต่างประเทศให้หักลดหย่อนเสมือนบุตรที่มิได้ศึกษา ทั้งนี้ ตามมาตรา 47(1)(ข) และ (ค) แห่งประมวลรัษฎากร


สำหรับการหักลดหย่อนบิดามารดาของผู้มีเงินได้ชาวต่างชาติจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136) โดยบิดามารดาจะต้องมีเลขประจำตัวประชาชน ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ประกอบแบบหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (แบบ ล.ย.03) ด้วย หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก็ไม่สามารถหักลดหย่อนบิดามารดาได้


ชื่อเรื่อง : สามีไม่มีเงินได้ภริยานำไปหักลดหย่อนได้


คำถาม : ภริยามีเงินได้ แต่สามีไม่มีเงินได้ หักลดหย่อนอย่างไร และแจ้งว่ารวมหรือแยกยื่น


คำตอบ : ภริยาหักลดหย่อนฐานะผู้มีเงินได้ 30,000 บาทและหักลดหย่อนสามีได้อีก 30,000 บาทรวมเป็น 60,000 บาทและในการยื่นแบบให้แจ้งสถานะคู่สมรสไม่มีเงินได้


ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนบุตร กรณีมีบุตร 4 คน และบุตรคนแรกเสียชีวิต


คำถาม : มีบุตร 4 คน เกิดหลัง พ.ศ. 2522 คนแรกตาย นำบุตรคนที่ 4 มาหักลดหย่อนได้หรือไม่


คำตอบ : หักได้ หากบุตรคนที่ 4 เป็นบุตรที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ได้รับการหักลดหย่อนเพราะการนับจำนวนบุตรให้นับเฉพาะบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ตาม มาตรา 47(1)(ค) แห่ง


ประมวลรัษฎากร


ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนบุตร กรณีหย่าระหว่างปีภาษี


คำถาม : สามีภริยามีบุตร 2 คน กำลังศึกษาอยู่ ในระหว่างปีภาษีจดทะเบียนหย่าโดยมีข้อตกลงระบุให้บุตรอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของสามี แต่ในทางปฏิบัติภริยายังคงส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูจะหักลดหย่อนบุตรอย่างไร


คำตอบ : 1. ในปีที่หย่าถือว่าสามีภริยาอยู่ด้วยกันไม่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนบุตรคนละกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 47(2) แห่งประมวลรัษฎากร


2. ปีถัดไปสามีภริยาต่างฝ่ายต่างอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้หักลดหย่อนบุตร ได้ฝ่ายละเต็มจำนวน ตามมาตรา 47(1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร


ชื่อเรื่อง : บุตรมีเงินได้เกิน 15,000 บาทหักลดหย่อนไม่ได้


คำถาม : บุตรอายุ 18 ปี เปิดร้านขายของเป็นกิจการของตนเอง


มีเงินได้ต่อปีงบประมาณ 200,000 บาท ยื่นแบบในนามตนเองแล้ว บิดาสามารถนำบุตรมาหักค่าลดหย่อนได้หรือไม่


คำตอบ : หักค่าลดหย่อนบุตรไม่ได้ เนื่องจากบุตรมีเงินได้ตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป ตามมาตรา 47 (1)(ค) แห่งประมวลรัษฎากร


ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต กรณีกรมธรรม์ประกันชีวิตของบุตรและบิดามารดา


คำถาม : ผู้มีเงินได้ทำประกันชีวิตให้บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะและบิดาสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตดังกล่าวมาหักลดหย่อนได้หรือไม่


คำตอบ : เบี้ยประกันชีวิตของบุตรและบิดา ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้เนื่องจาก ตามมาตรา 47(1)(ง)แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้หักลดหย่อนเบี้ยประกันที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายไปสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้เท่านั้น


ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิต กรณีการประกันชีวิตที่มีสัญญาประกันสุขภาพและสัญญาประกันอุบัติเหตุแนบท้าย


คำถาม : กรณีการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตซึ่งมีสัญญาประกันสุขภาพและสัญญาประกันอุบัติเหตุแนบท้าย จะนำค่าเบี้ยประกันทั้งจำนวนมาหักลดหย่อนได้หรือไม่


คำตอบ : กรณีจ่ายเบี้ยประกันชีวิต ผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ง)แห่งประมวลรัษฎากร และได้รับยกเว้นเงินได้ตามที่จ่ายจริงเฉพาะส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 40,000 บาท


ตามข้อ 2(61) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126(พ.ศ.2509)


สำหรับเบี้ยประกันสุขภาพ ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อน หรือได้รับยกเว้นภาษีเงินได้


ชื่อเรื่อง : หลักฐานการยกเว้นเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา


คำถาม : การใช้สิทธิ์ยกเว้นเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาต้องแสดงหลักฐานอะไรบ้าง


คำตอบ : ผู้มีเงินได้ต้องมีใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือรับรองจากบริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัย โดยต้องมีข้อความอย่างน้อย ตามข้อ 3 ของประกาศอธิบดีฯ


เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 162) ดังนี้


1. ชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกันภัย


2. ชื่อ และ นามสกุลของผู้จ่ายเบี้ยประกันภัย (ทุกคน)


3. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้เอาประกันภัย


4. จำนวนเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันสุขภาพตามข้อ 2


5. จำนวนเงินที่มีสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้


ชื่อเรื่อง : การลดหย่อนและยกเว้นเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ


คำถาม : เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีทั้งลดหย่อนและได้รับการยกเว้น หมายความว่าอย่างไร


คำตอบ : เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ


ส่วนแรก สามารถนำไปหักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 47(ช) แห่งประมวลรัษฎากร


ส่วนที่สอง สำหรับส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 290,000 บาท


ยังสามารถนำไปเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นได้อีก ตามข้อ 2(35) ของ


กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509)


ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ กรณีหนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมีชื่อผู้กู้ร่วม 2 คน


คำถาม : หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมีชื่อผู้กู้ร่วม 2 คน จะหักลดหย่อนอย่างไร


คำตอบ : กรณีผู้มีเงินได้ 2 คนร่วมกันกู้ยืมเงิน ให้หักลดหย่อนและยกเว้นภาษีเงินได้ได้คนละกึ่งหนึ่ง แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่จ่าย


ตั้งแต่ 1 มกราคม 2550 ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 264 (พ.ศ.2550) ประกอบกับ ประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 165), (ฉบับที่ 166), (ฉบับที่ 167)


ชื่อเรื่อง : ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยกรณีไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน


คำถาม : บุคคลธรรมดา 3 คนร่วมกันกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อซื้อบ้านเป็นที่อยู่อาศัย โดย 1 ใน 3 คน ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน สิ้นปีธนาคารออกหนังสือรับรองการจ่ายดอกเบี้ยฯ ของผู้กู้ทั้ง 3 คน คนที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านสามารถหักลดหย่อนดอกเบี้ย


เงินกู้ยืมฯ ได้หรือไม่


คำตอบ : ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อบ้านที่อยู่อาศัยหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท เฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่จ่ายตั้งแต่ 1 มกราคม 2550 โดยไม่ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านได้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2544 เป็นต้นไป ทั้งนี้กรมสรรพากรได้ยกเลิกหลักเกณฑ์การมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรของผู้มีเงินได้ ตามประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 86) แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีฯ ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 101) และ (ฉบับที่ 166)


ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา กรณีบิดาได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนมารดาในฐานะคู่สมรส


คำถาม : กรณีสามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีได้นำภริยามาหักลดหย่อนในฐานะคู่สมรสและฐานะมารดาของผู้มีเงินได้ ใช่หรือไม่


คำตอบ : บุตรมีเงินได้ สามารถนำมารดามาหักค่าลดหย่อนในฐานะบุพการีได้อีก 30,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ญ) แห่งประมวลรัษฎากร หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136)


ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา กรณีบิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าว


คำถาม : กรณีบิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าว บุตรสามารถนำมาหักลดหย่อนคนละ 30,000 บาท ได้หรือไม่ ถ้าได้จะใช้หนังสือทะเบียนต่างด้าวใช่หรือไม่ เพราะคนต่างด้าวไม่มีบัตรประชาชน


คำตอบ : การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดาหรือมารดาที่เป็นคนต่างด้าว หากเข้าหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136) และได้ขอมีเลขประจำตัวประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประกอบแบบหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (แบบ ล.ย.03) ใช้เป็นหลักฐานประกอบ


การหักลดหย่อนได้


ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา กรณีบิดามารดาตายในระหว่างปีภาษี


คำถาม : กรณีบิดามารดาถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี(เช่น ตายในเดือนกันยายน 2549) หรือก่อนการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 บุตรจะใช้สิทธิหักลดหย่อนบิดามารดาได้หรือไม่


คำตอบ : กรณีบิดามารดาตายในระหว่างปีภาษี หรือก่อนการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 ให้บุตรเพียงคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิหักลดหย่อนได้โดยแนบ แบบ ล.ย.03 และสำเนาใบมรณบัตร พร้อมกับการยื่นแบบฯ


ชื่อเรื่อง : ความหมายของเงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา


คำถาม : ในการคำนวณภาษี (ก) ข้อ 8 ตามแบบ ภ.ง.ด.91 เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา หมายถึงอะไร


คำตอบ : เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา หมายถึง เงินที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาให้แก่สถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาขององค์การรัฐบาล โรงเรียนเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน สำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการเห็นชอบและเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ


1. จัดหาหรือจัดสร้างอาคาร อาคารพร้อมที่ดิน ที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ทางการศึกษา


2. จัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อการศึกษาฯ โดยให้ได้รับยกเว้นภาษีได้ 2 เท่า แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 420) พ.ศ.2547


ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อนเงินบริจาค กรณีใบอนุโมทนาบัตรระบุชื่อผู้จ่ายเงินและครอบครัว


คำถาม : นาย ก. บริจาคเงินให้วัดไทย และ ได้รับใบอนุโมทนาบัตร ที่ระบุชื่อ นาย ก. และครอบครัว จะนำมาหักลดหย่อนได้หรือไม่


คำตอบ : นาย ก. สามารถนำเงินบริจาคดังกล่าวมาหักลดหย่อนในนามของนาย ก. ได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือจากการหักลดหย่อนตามกรณีต่างๆ แล้ว ตามมาตรา 47(7) แห่งประมวลรัษฎากร


ชื่อเรื่อง : หลักเกณฑ์ การหักลดหย่อนเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม


รายละเอียด : หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปจริงแต่ไม่เกิน


9,000 บาท (ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม)


กรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนด้วยสำหรับเงินสมทบของสามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมดังกล่าว ตามมาตรา 47(1)(ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร


ชื่อเรื่อง : การหักลดหย่อน กรณีซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง


คำถาม : ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง มีสิทธินำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่


คำตอบ : ไม่ได้ การซื้อหน่วยลงทุนที่จะได้รับสิทธินำมาหักลดหย่อน ต้องเป็นการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
เท่านั้น


อ้างอิง http://www.rd.go.th/publish/37293.0.html

วิธียกเลิกใบกำกับแล้วออกใหม่


การยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม แล้วออกฉบับใหม่ ทำอย่างไร


กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งได้จัดทำใบกำกับภาษีที่มีรายการในส่วนที่เป็นสาระสำคัญไม่ถูกต้องครบถ้วน เมื่อได้รับการร้องขอให้ยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิมและจัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ที่ถูกต้อง ให้ดำเนินการดังนี้


1. เรียกคืนใบกำกับภาษีฉบับเดิมและนำมาประทับตราว่า "ยกเลิก" หรือขีดฆ่าแล้วเก็บรวบรวมไว้กับสำเนาใบกำกับภาษีฉบับเดิม


2. จัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ซึ่งเป็นเลขที่ใหม่ แต่จะต้องลงวัน เดือน ปี ให้ตรงกับ วัน เดือน ปี ตามใบกำกับภาษีฉบับเดิม และ


3. หมายเหตุไว้ในใบกำกับภาษีฉบับใหม่ว่า "เป็นการยกเลิกและออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทนฉบับเดิมเลขที่… เล่มที่…." และหมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายของเดือนภาษีที่จัดทำใบกำกับภาษีฉบับใหม่ด้วย


4. ผู้ประกอบการที่ขอให้ยกเลิกใบกำกับภาษีฉบับเดิม และออกฉบับใหม่ ต้องถ่ายเอกสารใบกำกับภาษีฉบับเดิม (ฉบับที่ขอยกเลิก) ติดเรื่องไว้ และส่งมอบใบกำกับภาษีฉบับที่ขอยกเลิกคืนให้ผู้ออกใบกำกับภาษีนำไปรวมกับสำเนาไว้เป็นหลักฐาน


5. ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่ หมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายประจำเดือนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทนด้วย


อ้างอิง http://www.rd.go.th/publish/7045.0.html

วิธีออกใบแทนใบกำกับภาษี

การออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้



ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้จัดทำใบกำกับภาษี หรือใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้แล้ว ต่อมาหากได้รับการร้องขอจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งทำใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้สูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบแทนใบเพิ่มหนี้ หรือใบแทนใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้น โดยดำเนินการดังนี้


1. ถ่ายสำเนาใบกำกับภาษี สำเนาใบเพิ่มหนี้ หรือสำเนาใบลดหนี้ และให้บันทึกรายการดังนี้ลงในภาพถ่ายหรือด้านหลังของภาพถ่ายดังกล่าว


(1) ใบแทนออกให้ครั้งที่


(2) วัน เดือน ปี ที่ออกใบแทน


(3) คำอธิบายย่อ ๆ ถึงสาเหตุที่ออกใบแทน


(4) ลงลายมือชื่อของผู้ออกใบแทน


2. ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งออกใบแทนตาม 1. บันทึกรายการตาม (1) - (4) ไว้ด้านหลังสำเนาใบกำกับภาษี สำเนาใบเพิ่มหนี้ หรือสำเนาใบลดหนี้ด้วย


3. ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่ หมายเหตุการยกเลิกใบกำกับภาษีไว้ในรายงานภาษีขายประจำเดือนที่ออกใบกำกับภาษีฉบับใหม่แทน โดยระบุชื่อผู้ซื้อ เลขที่/เล่มที่ วันที่ของใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ที่ได้มีการออกใบแทน



อ้างอิง http://www.rd.go.th/publish/7044.0.html

ใบกำกับภาษีต้องเก็บกี่ปี

  • การเก็บรักษา รายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี ต้องเก็บเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี

อ้างอิง http://www.rd.go.th/publish/28312.0.html

กรณีการย้ายสถานประกอบใหม่ ใบกำกับภาษีฉบับเดิมยังใช้ได้หรือไม่

  • กรณีย้ายสถานประกอบการ ใบกำกับภาษีต้องระบุที่อยู่ใหม่ กรณีที่อยู่ของผู้ประกอบการฯ ของผู้ออกใบกำกับภาษีเปลี่ยนไป เช่น การย้ายสถานประกอบการ และได้แจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่ต่อหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฏหมาย และต่อหน่วยงานที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว กรณีดังกล่าวใบกำกับภาษีที่จะออกให้ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ จะต้องระบุที่อยู่ของสถานประกอบการแห่งใหม่ (ข้อ11 วรรคหนึ่งของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542) จะนำใบกำกับภาษีซึ่งเป็นที่อยู่ของสถานประกอบการเดิมมาออกให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการไม่ได้ ถ้าหากนำใบกำกับภาษีตามที่อยู่เดิมมาออกให้แก่ลูกค้าจะมีความผิดตามมาตรา 90(12) แห่งประมวลรัษฎากร และกรณีดังกล่าวกรมสรรพากรไม่ได้อนุโลมหรือมีข้อผ่อนปรนใดๆ แม้จะเหลือแบบพิมพ์ที่ได้พิมพ์ไว้เดิมเป็นจำนวนมากก็ตาม ดังนั้นผู้ออกใบกำกับภาษีที่มีแผนการที่จะย้ายสถานประกอบการจะต้องเตรียมแผนงานในการจัดทำและออกใบกำกับภาษีให้ตรงกับที่อยู่ของสถานประกอบการใหม่ด้วย

  • อย่างไรก็ดี มีบางกรณีที่ผู้ประกอบการฯ มิได้มีการย้ายสถานประกอบการ แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมเลขที่ของที่อยู่ของสถานประกอบการ กรมสรรพากรได้อนุโลมให้นำใบกำกับภาษีที่ปรากฏอยู่ตามเลขที่เดิมมาใช้จนกว่าจะหมดได้ เช่น ยื่นแบบ ภ.พ.01 ระบุเลขที่สถานประกอบการเพียงเลขที่เดียว คือ 39 ต่อมาได้ยื่นแบบ ภ.พ.09 แจ้งเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมเลขที่อยู่ให้ถูกต้องเป็นเลขที่ 27 29 31 33 35 37 39 ถึงแม้รายการเลขที่อยู่ของสถานประกอบการฯ ในใบกำกับภาษีถือเป็นรายการที่เป็นสาระสำคัญ แต่เนื่องจากเลขที่ที่อยู่และสถานที่ตั้งของผู้ประกอบการมิได้ย้ายหรือเปลี่ยนแปลงประกอบกับสามารถเห็นได้อย่างชัดแจ้ง ไม่ก่อให้เกิดความสับสนว่ามิใช่ที่ตั้งของสถานประกอบการของบริษัทแล้ว ก็อนุโลมให้ใช้ใบกำกับภาษีดังกล่าวได้จนกว่าจะหมด แต่หากได้จัดพิมพ์แบบฟอร์มใบกำกับภาษีขึ้นใหม่ จะต้องพิมพ์ที่อยู่ให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่ได้แจ้งรายการเปลี่ยนแปลงที่อยู่

  • นอกจากนี้มีข้อสังเกตุว่า กรณีผู้ประกอบการมีสถานที่ตั้งอยู่ในอาคาร ต่อมาได้มีการย้ายชั้นของสถานประกอบการจากชั้นเดิมไปอยู่ชั้นใหม่ซึ่งอยู่ในอาคารเดียว การย้ายชั้นไม่ถือว่าเป็นการย้ายสถานประกอบการ (ข้อความว่า "ชั้นที่..." ไม่ถือว่าเป็นที่อยู่ของสถานประกอบการ) ผู้ประกอบการก็ยังคงมีสิทธินำใบกำกับภาษีชุดเดิมมาออกใก้แก่ลูกค้าได้ต่อไป

  • ในกรณีที่ทางราชการได้มีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ได้แก่ เลขที่บ้าน ชื่อถนน หมู่บ้าน ตำบลหรือแขวง อำเภอหรือเขต หรือจังหวัด ใหม่ซึ่งจะทำให้ที่อยู่ของผู้ออกใบกำกับภาษีที่ได้จัดพิมพ์ไว้แล้วในใบกำกับภาษีมีรายการไม่ถูกต้อง กรณีดังกล่าวผู้ประกอบการมีสิทธิที่จะแก้ไขที่อยู่ให้ถูกต้องตามที่ราชการได้เปลี่ยนแปลงได้โดยวิธีขีดฆ่าแก้ไขที่อยู่พร้อมลงลายมือชื่อกำกับการแก้ไขหรือใช้วิธีประัทับตรายางด้วยที่อยู่ที่ถูกต้องก็ได้ ทั้งนี้การแก้ไขดังกล่าวกระทำได้เฉพาะใบกำกับภาษีที่ได้ออกในช่วงระยะเวลาไม่เกิน1ปี นับแต่วันที่ทางราชการได้ประกาศเปลี่ยนแปลงที่อยู่ของผู้ออกใบกำกับภาษีดังกล่าว (ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.46/2537 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2537)

  • ข้อสังเกต กรณีราชการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ดังกล่าว ผู้ประกอบการฯ ยังคงต้องจดแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้นตามมาตรา 85/6 แห่งประมวลรัษฏากร

  • (ที่มา : คำอธิบาบ VAT ภาษีซื้อทั้งระบบ อาจารย์อมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์)

http://www.buncheeaudit.com/body%20Tip9.html