แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวภาษี-กฎหมายใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวภาษี-กฎหมายใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

อนุมัติปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2556

ครม.เห็นชอบปรับปรุงโครงสร้างภาษีรายได้บุคคลธรรมดาให้เกิดความเป็นธรรม ปรับขั้นอัตราภาษีถี่ขึ้นเป็น 7 ขั้นจากเดิม 5 ขั้น ลดอัตราภาษีต่ำสุดจาก 10% เหลือ 5% และอัตราสูงสุด 37% เหลือ 35%...

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2555 นพ.ทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ โดยปรับขั้นอัตราภาษีให้ถี่ขึ้นเป็น 7 ขั้น จากเดิม 5 ขั้น และลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราสูงสุดเหลือ 35% จากเดิม 37%

นอกจากนี้ ยังปรับปรุงการยื่นเสียภาษีบุคคลธรรมดา ให้แยกระหว่างสามี และภรรยาได้ รวมไปถึงมีการอนุมัติการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ โดยจะคิดตามปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกไป

สำหรับลำดับขั้นเงินได้สุทธิ และอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ ครม.อนุมัติในครั้งนี้แบ่งเป็น 7 ขั้น เริ่มจาก

เงินได้สุทธิ 0-300,000 บาท อัตราภาษี 5%,

เงินได้สุทธิ 300,001 ถึง 500,000 บาท อัตราภาษี 10%,

เงินได้สุทธิ 500,001 ถึง 750,000 บาท อัตราภาษี 15%,

เงินได้สุทธิ 750,001 ถึง 1,000,000 บาท อัตราภาษี 20%

ขณะที่ เงินได้สุทธิ 1,000,001 ถึง 2,000,000 บาท อัตราภาษี 25%, เงินได้สุทธิ 2,000,001 ถึง 4,000,000 บาท อัตราภาษี 30% และ

เงินได้สุทธิ 4,000,001 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35% ส่วนผู้มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท กระทรวงการคลังจะออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีไว้เช่นเดิม

ด้านนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การแก้ไขกฎหมายเรื่องการแยกยื่นภาษีระหว่างสามีภรรยาจะมีการออกเป็นพระราช กำหนด เพื่อเร่งดำเนินการให้ทันการยื่นแบบเสียภาษีในต้นปี 2556 สำหรับปีภาษีปัจจุบัน แต่การปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา จะมีการออกเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อให้ทันใช้บังคับกับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี 2556 ที่จะต้องยื่นเสียภาษีในปี 2557.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

อัตราค่าแรงขั้นต่ำ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555

ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง
เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ ๖)

ด้วยคณะกรรมการค่าจ้างได้มีการประชุมศึกษาและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
และมีมติเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างทุกคน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗๙ (๓) และมาตรา ๘๘ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑
คณะกรรมการค่าจ้างจึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

  • ข้อ ๑ ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ ๕) ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
  • ข้อ ๒ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสามร้อยบาท ในท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ภูเก็ต สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
  • ข้อ ๓ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยเจ็ดสิบสามบาท ในท้องที่จังหวัดชลบุรี
  • ข้อ ๔ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยหกสิบเก้าบาท ในท้องที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และสระบุรี
  • ข้อ ๕ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยหกสิบห้าบาท ในท้องที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • ข้อ ๖ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยหกสิบสี่บาท ในท้องที่จังหวัดระยอง
  • ข้อ ๗ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบเก้าบาท ในท้องที่จังหวัดพังงา
  • ข้อ ๘ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบแปดบาท ในท้องที่จังหวัดระนอง
  • ข้อ ๙ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบเจ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดกระบี่
  • ข้อ ๑๐ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบห้าบาท ในท้องที่จังหวัดนครราชสีมา และปราจีนบุรี
  • ข้อ ๑๑ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบสี่บาท ในท้องที่จังหวัดลพบุรี
  • ข้อ ๑๒ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบสองบาท ในท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี
  • ข้อ ๑๓ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบเอ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ และราชบุรี
  • ข้อ ๑๔ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยห้าสิบบาท ในท้องที่จังหวัดจันทบุรี และเพชรบุรี
  • ข้อ ๑๕ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบหกบาท ในท้องที่จังหวัดสงขลา และสิงห์บุรี
  • ข้อ ๑๖ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบสี่บาท ในท้องที่จังหวัดตรัง
  • ข้อ ๑๗ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบสามบาท ในท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และอ่างทอง
  • ข้อ ๑๘ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบเอ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดชุมพร พัทลุง เลย สตูล และสระแก้ว
  • ข้อ ๑๙ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสี่สิบบาท ในท้องที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยะลา สมุทรสงคราม และสุราษฎร์ธานี
  • ข้อ ๒๐ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบเก้าบาท ในท้องที่จังหวัดนราธิวาส อุดรธานี และอุบลราชธานี
  • ข้อ ๒๑ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบเจ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดนครนายก และปัตตานี
  • ข้อ ๒๒ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบหกบาท ในท้องที่จังหวัดตราด บึงกาฬ ลำพูน และหนองคาย
  • ข้อ ๒๓ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบสี่บาท ในท้องที่จังหวัดกำแพงเพชร และอุทัยธานี
  • ข้อ ๒๔ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบสามบาท ในท้องที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยนาท และสุพรรณบุรี
  • ข้อ ๒๕ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบสองบาท ในท้องที่จังหวัดเชียงราย นครสวรรค์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด และสกลนคร
  • ข้อ ๒๖ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยสามสิบบาท ในท้องที่จังหวัดชัยภูมิ มุกดาหาร ลำปาง สุโขทัย และหนองบัวลำภู
  • ข้อ ๒๗ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบเก้าบาท ในท้องที่จังหวัดนครพนม
  • ข้อ ๒๘ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบเจ็ดบาท ในท้องที่จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ และอุตรดิตถ์
  • ข้อ ๒๙ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบหกบาท ในท้องที่จังหวัดตาก และสุรินทร์
  • ข้อ ๓๐ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบห้าบาท ในท้องที่จังหวัดน่าน
  • ข้อ ๓๑ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบสามบาท ในท้องที่จังหวัดศรีสะเกษ
  • ข้อ ๓๒ ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นเงินวันละสองร้อยยี่สิบสองบาท ในท้องที่จังหวัดพะเยา
  • ข้อ ๓๓ เพื่อประโยชน์ตามข้อ ๒ ถึงข้อ ๓๒ คำว่า “วัน” หมายถึง เวลาทำงานปกติของลูกจ้าง ซึ่งไม่เกินชั่วโมงทำงานดังต่อไปนี้ แม้นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานน้อยกว่าเวลาทำงานปกติเพียงใดก็ตาม
    (๑) เจ็ดชั่วโมง สำหรับงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑
    (๒) แปดชั่วโมง สำหรับงานอื่นซึ่งไม่ใช่งานตาม (๑)
  • ข้อ ๓๔ ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเป็นเงินแก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
  • ข้อ ๓๕ ประกาศคณะกรรมการค่าจ้างฉบับนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔
สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์
ปลัดกระทรวงแรงงาน
ประธานกรรมการค่าจ้าง

คลิ๊กเพื่อดูประกาศค่าแรงขั้นต่ำปี 2555

ขยายเวลายื่นแบบภาษีเงินได้ทุกชนิดในท้องที่ที่เกิดภัยพิบัติอุทกภัย (น้ำท่วม)

เลขที่ข่าว ปชส. 6/2555
วันที่แถลงข่าว 3 พฤศจิกายน 2554
เรื่อง คำชี้แจงแนวปฏิบัติการเสียภาษีของผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอุทกภัย
........................................................................................

จากสถานการณ์ภัยพิบัติอุทกภัยในปัจจุบันมีผลกระทบทำให้ผู้เสียภาษีทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมากและยังมีการขยายเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง กรมสรรพากรได้มีการนำเสนอขออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้มีการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีอากรให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีในท้องที่ที่เกิดอุทกภัย เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้เสียภาษี โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. กรณีการขยายระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีอากร

    1.1 ปัจจุบันกระทรวงการคลังได้อนุมัติให้มีการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบและชำระภาษีอากรให้กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในเขตท้องที่ต่าง ๆ ดังนี้
          - สำนักงานสรรพากรภาค 4 ได้แก่
           (1) สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (สส.) ทุกแห่ง ในท้องที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ (สท.) พระนครศรีอยุธยา 1 สท. พระนครศรีอยุธยา 2 สท. ชัยนาท สท. สิงห์บุรี สท. อ่างทอง สท. อุทัยธานี สท. ลพบุรี สท. ปทุมธานี 1 สท. ปทุมธานี 2 สท. นนทบุรี
           (2) ท้องที่ สส. เมืองสระบุรี สส. แก่งคอย สส. บ้านหมอ สส. เสาไห้ สส. ดอนพุด สส. หนองโดน สส. เฉลิมพระเกียรติ ใน สท. สระบุรี
        - สำนักงานสรรพากรภาค 6 ได้แก่ ท้องที่ สส. บางเลน ใน สท. นครปฐม 1
        - สำนักงานสรรพากรภาค 7 ได้แก่
          (1) ท้องที่ สส. เมืองสุโขทัย สส. สวรรคโลก สส. ศรีสำโรง ใน สท. สุโขทัย
          (2) ท้องที่ สส. เมืองนครสวรรค์ สส. ท่าตะโก สส. โกรกพระ สส. บรรพตพิสัย สส. ชุมแสง สส. ลาดยาว สส. พยุหะคีรี สส. ตาคลี สส. เก้าเลี้ยว ใน สท. นครสวรรค์
          (3) ท้องที่ สส. เมืองพิษณุโลก สส. บางระกำ สส. บางกระทุ่ม สส. เนินมะปราง สส. วังทอง สส. พรหมพิราม ใน สท. พิษณุโลก
          (4) ท้องที่ สส. ทุกแห่งใน สท. พิจิตร
        - สำนักงานสรรพากรภาค 8 ได้แก่
          (1) ท้องที่ สส. เมืองเชียงใหม่ 1 สส. เมืองเชียงใหม่ 2 สส. หางดง สส. สารภี สส. ฮอด สส. แม่แจ่ม ใน สท. เชียงใหม่ 1
          (2) ท้องที่ สส. ฝาง สส. สันทราย ใน สท. เชียงใหม่ 2
        - สำนักงานสรรพากรภาค 9 ได้แก่ ท้องที่ สส. วารินชำราบ ใน สท. อุบลราชธานี
        - สำนักงานสรรพากรภาค 10 ได้แก่ ท้องที่ สส. ด่านซ้าย ใน สท. เลย
ทั้งนี้ได้ขยายระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีในแบบฯ ทุกประเภท ออกไปเป็นภายใน วันที่ 30 ธันวาคม 2554

    1.2 สำหรับเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในเขตกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม กรมสรรพากรได้ดำเนินการเสนอกระทรวงการคลัง ให้มีการขยายระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีออกไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2554 เช่นกัน ยกเว้นเฉพาะการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จะครบกำหนดยื่นแบบฯ ภายในเดือน สิงหาคม - ธันวาคม 2554 จะขยายเวลาการยื่นแบบฯ ได้จนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 ดังนี้
        - สำนักงานสรรพากรภาค 1 ได้แก่
          (1) ท้องที่ สส. จตุจักร ใน สท.กทม. 7
          (2) ท้องที่ สส. บางเขน ใน สท.กทม. 8
          (3) ท้องที่ สส. หลักสี่ ใน สท.กทม. 9
        - สำนักงานสรรพากรภาค 2 ได้แก่ ท้องที่ สส. ทุกแห่ง ใน สท.กทม 21
        - สำนักงานสรรพากรภาค 3 ได้แก่
          (1) ท้องที่ สส. ทุกแห่ง ใน สท.กทม. 25
          (2) ท้องที่ สส. ทุกแห่ง ใน สท.กทม. 26
          (3) ท้องที่ สส. บางกอกน้อย ใน สท.กทม. 30
        - สำนักงานสรรพากรภาค 6 ได้แก่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (สส.) ทุกแห่ง ในท้องที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ (สท.) นครปฐม 1 สท. นครปฐม 2 สท. สมุทรสาคร 1
สท. สมุทรสาคร 2 และ สท. สุพรรณบุรี

    1.3 กรณีผู้ประกอบการที่มีสาขาซึ่งได้รับผลกระทบในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย และมีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะรวมกัน จะให้ยื่นรายการเฉพาะในส่วนของ
สำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ไม่ได้รับผลกระทบไปก่อน สำหรับในส่วนของสาขาซึ่งอยู่ในเขตที่ได้รับผลกระทบ จะขยายเวลาให้ยื่นแบบเพิ่มเติมได้จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2554 เช่นกัน ทั้งนี้ โดย
ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

    1.4 กรณีรายผู้ประกอบการทั่วไปที่ได้รับอนุมัติให้เก็บเอกสารนอกสถานที่ และสถานที่ที่เก็บเอกสารอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จนไม่สามารถคำนวณภาษีได้ ให้ขยายระยะเวลาได้ตามนัยข้างต้น
    1.5 สำหรับรายผู้ประกอบการใดที่ไม่เข้าเงื่อนไขหลักเกณฑ์ข้างต้น ให้ทำคำร้องชี้แจงเหตุผลมาเป็นการเฉพาะรายโดยให้เสนอผ่านสำนักงานสรรพากรพื้นที่และสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่
ที่รับผิดชอบ เพื่อส่งให้กรมสรรพากรพิจารณาต่อไป
    1.6 ทั้งนี้กรมสรรพากร ได้สั่งการให้สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา สามารถรับแบบต่างท้องที่ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วยแล้ว

2. กรณีหลักฐานเอกสารทางภาษีเสียหายหรือสูญหาย ขอให้ผู้เสียภาษีได้ดำเนินการแจ้งความไว้เป็นหลักฐานต่อทางราชการตำ รวจท้องที่ เกี่ยวกับรายละเอียดบัญชีเอกสารหลักฐานที่เสียหายหรือ
สูญหาย และหากมีปัญหาในทางปฏิบัติขอให้หารือกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่หรือสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบ

3. กรณีทรัพย์สินเสียหายหรือสูญหาย หากผู้ประกอบการไม่มีการทำประกันไว้จะสามารถตัดเป็นรายจ่ายได้ทันที แต่หากมีการทำประกันภัย และได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากการชดเชยความเสียหาย เฉพาะส่วนที่เกินมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่เหลือจากการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้

ที่มา..กรมสรรพากร

เงินบริจาคเพื่อจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์หักได้ 2 เท่า (ฉบับที่ 515)

พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 515) พ.ศ. 2554
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.ให้ไว้ ณ วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นปีที่ ๖๖ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลบางกรณี

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๓ (๑) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ และมาตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๕๑๕) พ.ศ. ๒๕๕๔”

มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน ๒ และส่วน ๓ หมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้
                                                  (๑) สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนตามมาตรา ๔๗ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนเงินที่บุคคลธรรมดาได้จ่ายให้แก่สถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาขององค์การของรัฐบาลโรงเรียนเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เพื่อใช้ในการจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนนั้น
                                                  (๒) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ยกเว้นสำหรับเงินได้เป็นจำนวนสองเท่าของรายจ่ายที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จ่ายให้แก่สถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาขององค์การของรัฐบาล โรงเรียนเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเพื่อใช้ในการจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน ไม่ว่าจะได้จ่ายเป็นเงินหรือทรัพย์สิน แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ และรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างและการบำรุงรักษาสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของเอกชนที่เปิดให้ประชาชนใช้เป็นการทั่วไป โดยไม่เก็บค่าบริการใด ๆ หรือสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะหรือสนามกีฬาของทางราชการแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา ตามมาตรา ๖๕ ตรี (๓)แห่งประมวลรัษฎากร การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา ๔ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน ๓ หมวด ๓ ในลักษณะ ๒ แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน สำหรับหอสมุดหรือห้องสมุดของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เฉพาะในส่วนที่ไม่เกินห้าหมื่นบาทในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
       อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
         นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ประชาชนรักการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการอ่าน อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ดังนั้น เพื่อเป็นการจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนและส่งเสริมการอ่านอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐในการจัดหาหนังสือให้แก่หอสมุด ห้องสมุด หรือแหล่งหนังสืออื่น ๆ ที่ให้บริการแก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชน สมควรยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เป็นจำนวนเท่ากับรายจ่ายตามจำนวนและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในการจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

(ร.จ. ฉบับกฤษฎีกา เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๕ ก วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๔)

การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ (ฉบับที่ 194)

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 194)
เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ
ของผู้มีเงินได้ตามวรรคสามของข้อ ๒(๖๑) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๕๐๙)
ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
-------------------------------------------------------------------------

                           อาศัยอำนาจตามความในวรรคสามของข้อ ๒(๖๑) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๕๐๙) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๗๙ (พ.ศ. ๒๕๕๔) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ เพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญของผู้มีเงินได้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
                                   (๑) เป็นการจ่ายเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญที่มีกำหนดเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป
                                   (๒) เป็นการประกันชีวิตที่ได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร
                                   (๓) มีการกำหนดการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจำนวนผลประโยชน์เงินบำนาญดังกล่าวจะจ่ายเท่ากันทุกงวดหรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกันก็ได้ โดยการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญจะจ่ายตามการทรงชีพที่อาจมีการรับรองจำนวนงวดในการจ่ายที่แน่นอน
                                   (๔) มีการกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ ๕๕ ปีขึ้นไป ถึงอายุ ๘๕ ปี หรือกว่านั้น และผู้มีเงินได้ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้วก่อนได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญ

ข้อ ๒ การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญของผู้มีเงินได้ กรณีผู้มีเงินได้ได้จ่ายเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญเพียงอย่างเดียว หรือได้จ่ายเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญและแบบอื่นด้วย แล้วแต่กรณี ให้ยกเว้นเงินได้ที่จ่ายไปเป็นเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือการประกันชีวิตแบบบำนาญและแบบอื่น แล้วแต่กรณี ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน ๙๐,๐๐๐ บาท ตามข้อ ๒(๖๑) วรรคหนึ่ง แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๕๐๙) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และให้ยกเว้นเงินได้เพิ่มขึ้นอีกตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้
                                   (๑) ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญของผู้มีเงินได้เพิ่มขึ้นอีกในอัตราร้อยละ ๑๕ ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ สำหรับเบี้ยประกันที่จ่ายตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นต้นไป
                                   กรณีที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือจ่ายเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินที่ได้จ่ายดังกล่าว เมื่อรวมคำนวณกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ในปีภาษีเดียวกัน
                                   (๒) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ได้จ่ายเบี้ยประกันภัยในปีภาษี สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญของสามีหรือภริยาซึ่งเป็นฝ่ายผู้มีเงินได้เพิ่มขึ้นอีกในอัตราร้อยละ ๑๕ ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท

                                   กรณีสามีหรือภริยาซึ่งเป็นฝ่ายผู้มีเงินได้ได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือจ่ายเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินที่ได้จ่ายดังกล่าว เมื่อรวมคำนวณกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ในปีภาษีเดียวกัน

                                   ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ได้จ่ายเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญเพียงอย่างเดียว หรือได้จ่ายเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญและแบบอื่นด้วย แล้วแต่กรณี และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้สามีหรือภริยาซึ่งเป็นฝ่ายผู้มีเงินได้ มีสิทธิหักลดหย่อนสำหรับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญและแบบอื่น แล้วแต่กรณี ของสามีหรือภริยาฝ่ายที่ไม่มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 47(1)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร
                                   (๓) กรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้
                                        (ก) ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญของสามีหรือภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้เพิ่มขึ้นอีกในอัตราร้อยละ ๑๕ ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท
กรณีสามีหรือภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือจ่ายเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินที่ได้จ่ายดังกล่าว เมื่อรวมคำนวณกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ในปีภาษีเดียวกัน
                                        (ข) ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษี และภริยาไม่ใช้สิทธิแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามีตามมาตรา ๕๗ เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยในปีภาษี สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เพิ่มขึ้นอีกในอัตราร้อยละ ๑๕ ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท
                                   กรณีสามีหรือภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือจ่ายเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินที่ได้จ่ายดังกล่าว เมื่อรวมคำนวณกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ในปีภาษีเดียวกัน
                                        (ค) ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีที่ได้รับยกเว้นภาษี และภริยาใช้สิทธิแยกยื่นรายการและเสียภาษีต่างหากจากสามี ตามมาตรา ๕๗ เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ต่างฝ่ายต่างได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยในปีภาษี สำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ เพิ่มขึ้นอีกในอัตราร้อยละ ๑๕ ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท
                                   กรณีสามีหรือภริยาซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แล้วแต่กรณี หรือจ่ายเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินที่ได้จ่ายดังกล่าว เมื่อรวมคำนวณกับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ในปีภาษีเดียวกัน
                                   ทั้งนี้ การใช้สิทธิยกเว้นภาษีตาม (ก) (ข) และ (ค) ต้องไม่เกินเงินได้พึงประเมินของแต่ละคนหลังจากหักค่าใช้จ่าย ตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๖ แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว

ข้อ ๓ การได้รับยกเว้นภาษีตามประกาศนี้ ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานจากผู้รับประกันภัยซึ่งได้รับรองว่า เป็นการจ่ายเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญที่ได้รับยกเว้นภาษีตามประกาศฉบับนี้

ข้อ ๔ กรณีผู้มีเงินได้ ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามข้อ ๒ แล้ว และต่อมาได้ปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของข้อ ๑ ผู้มีเงินได้หมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามข้อ ๒ และต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับปีภาษีที่ได้นำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปหักออกจากเงินได้เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้มาแล้วนับตั้งแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของปีภาษีนั้นๆ จนถึงวันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติมเพื่อเสียภาษีเงินได้เพิ่มเติมของปีภาษีดังกล่าวพร้อมเงินเพิ่ม ตามมาตรา ๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร
ข้อ ๕ การได้รับยกเว้นภาษีตามประกาศนี้ ให้ผู้มีเงินได้นำเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีไปคำนวณหักจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๖ แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว
ข้อ ๖ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔

สาธิต รังคสิริ
(นายสาธิต รังคสิริ)
อธิบดีกรมสรรพากร

สรรพากรใจดีให้คนไทยที่บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นได้สิทธิลดหย่อนภาษี

เลขที่ข่าว ปชส. 39/2554
วันที่แถลงข่าว 16 มีนาคม 2554
เรื่อง สรรพากรใจดีให้คนไทยที่บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นได้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วย
.........................................................................................................
ตามที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และเกิดคลื่นยักษ์สึนามิในหลายพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น ทำให้ชาวญี่ปุ่นได้รับความเดือดร้อนสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นอย่างมาก จนมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังกล่าว โดยเปิดรับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อรวบรวมส่งไปใช้บรรเทาทุกข์ต่อไปนั้น

กรมสรรพากร ขอแจ้งให้ทราบว่าเพื่อให้การบริจาคช่วยเหลือในกรณีดังกล่าว สามารถนำเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินที่บริจาค นำมาหักเป็นค่าลดหย่อน หรือหักเป็นรายจ่ายในการเสียภาษีได้ นั้น จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้

๑. ผู้บริจาคที่เป็นบุคคลธรรมดา ได้เฉพาะผู้ที่บริจาคเป็นเงิน ด้วยการโอนเงินเข้าบัญชีช่วยเหลือผู้ประสบภัยของหน่วยงานราชการที่เปิดรับบริจาคเป็นการเฉพาะ หรือผ่านบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 อสมท. เป็นต้น สามารถนำเงินบริจาคนั้น หักลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้ตามจริง (รวมกับเงินบริจาคอื่น ๆ ด้วย) แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว โดยใช้หนังสือสำคัญการรับเงินบริจาคที่ส่วนราชการ หรือนิติบุคคลที่เป็นตัวแทนรับบริจาคออกให้ หรือใบโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือสลิปของธนาคาร เพื่อเป็นหลักฐานในการนำไปหักลดหย่อนต่อไป

๒. ผู้บริจาคที่เป็นบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคนำมาหักรายจ่ายได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิในปีที่บริจาค นอกจากนี้ กรณีการบริจาคทรัพย์สินหรือสินค้าดังกล่าว ถือเป็นเหตุอันสมควรที่ไม่มีภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่รับบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน ตามข้อ 1 และข้อ ๒ ต้องนำเงินและทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคมาทั้งจำนวนนั้น ไปบริจาคให้แก่หน่วยงานของส่วนราชการไทยเท่านั้น เช่นกระทรวงการต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย และหน่วยงานราชการนั้นจะต้องออกหนังสือสำคัญหรือหลักฐานที่แสดงว่าได้รับการบริจาคโดยมียอดเงินหรือทรัพย์สินที่เป็นยอดรวมทั้งสิ้นตรงกับยอดที่รับบริจาคมาทั้งจำนวน กรณีนี้ ผู้บริจาคตามข้อ ๑ และข้อ ๒ จึงจะได้รับสิทธินำยอดเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคไปหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ แต่หากตัวแทนรับบริจาคนำไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัยโดยตรง ผู้บริจาคจะไม่ได้รับสิทธิในการหักลดหย่อนแต่อย่างใด

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า “เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรง มีชาวญี่ปุ่นสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก การที่คนไทยร่วมกันบริจาคเงินและทรัพย์สิน
ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจและความมีเมตตาประสงค์ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้น นอกจากผู้บริจาคจะได้รับอานิสงค์ผลบุญตามความเชื่อของชาวไทยแล้วยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย แต่ทั้งนี้ขอให้เป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรด้วย”
.........................................................................................................

อัตราค่าแรงขั้นต่ำมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554

ข่าวดี! ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ 8 - 17 บาท

คณะกรรมการค่าจ้างกลาง มีมติให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 8-17 บาท มีผลทันที 1 มกราคมนี้ โดยจังหวัดภูเก็ตได้ปรับขึ้นมากสุด 17 บาท จังหวัดพะเยามีค่าแรงขั้นต่ำน้อยที่สุดของประเทศ ขณะที่องค์การลูกจ้างแห่งประทศไทยยังไม่ยอมรับมติ อ้างบางจังหวัดปรับไม่ถึง 10 บาทตามที่เรียกร้อง เตรียมเคลื่อนไหวต่อ
นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง กล่าวว่าการพิจารณาปรับค่าจ้างดังกล่าว ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันทั่วประเทศ โดยยึดตัวเลขที่คณะอนุกรรมการระดับจังหวัดส่งมา ซึ่งดูจากค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และความสามารถในการจ่ายของนายจ้างเป็นหลัก
ซึ่งส่งผลให้แต่ละพื้นที่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างไม่เท่ากัน โดยจังหวัดที่ได้รับการปรับขึ้นสูงสุด 17 บาท มี 1 จังหวัด คือ ภูเก็ต ทำให้เป็นจังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดของประเทศ จาก 204 บาท เป็น 221 บาท/วัน
ขณะที่จังหวัดพะเยาปรับขึ้นต่ำสุด 8 บาท/วัน ทำให้ยังเป็นจังหวัดที่มีค่าเเรงขั้นต่ำน้อยที่สุดของประเทศ จากปัจจุบัน 151 บาท วันนี้ปรับให้อีก 8 บาท เป็น 159 บาท/วัน
ส่วนกรุงเทพ และปริมาณฑล ปรับขึ้น 9 - 10 บาท ส่งผลให้กรุงเทพ และปริมณฑลมีค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากัน จาก 205 - 206 บาท เป็น 215 บาท
การปรับขึ้นค่าจ้างวันนี้ จะมีแรงงานที่กินค่าแรงขั้นต่ำได้ประโยชน์ประมาณ 4 ล้านคนเศษ แยกเป็นคนไทย 2 ล้านคน และแรงงานต่างด้าวอีกราว 2 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนใหม่ประมาณ 14,694 ล้านบาท ซึ่งก็จะทำให้เกิดการบริโภค จับจ่ายใช้สอยในระบบไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท
ด้านกลุ่มแรงงาน ในนามองค์การลูกจ้างแห่งประทศไทย ที่ชุมนุมกดดันการประชุมอยู่หน้ากระทรวงแรงงาน ไม่ยอมรับอัตราค่าจ้างที่ปรับขึ้น โดยเห็นว่าไม่เป็นธรรม เพราะมีจังหวัดที่ปรับขึ้นไม่ถึง 10 บาท มากกว่า 30 จังหวัด ขณะที่ภูเก็ตขึ้นไปถึง 17 บาท โดยทางกลุ่มจะกลับไปกำหนดเเนวทางการเคลื่อนไหว เพื่อกดดันให้เกิดการปรับค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ 10 บาทอีกครั้ง
ขณะที่คณะกรรมการค่าจ้างฝ่ายนายจ้าง ยืนยันให้ได้เท่านี้ ที่เหลือรัฐบาลควรเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้าง 250 บาท /วัน ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ และยังจี้ให้รัฐบาลไปดูราคาสินค้าเพื่อลูกจ้างจะได้ประโยชน์จากค่าจ้างที่ปรับขึ้น
ปลัดกระทรวงแรงงาน เผยด้วยว่าในอนาคตการกำหนดค่าจ้างจะดูตามมาตรฐานของฝีมือแรงงานเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน
สำหรับรายละเอียดการปรับขึ้นค่าจ้างมีดังนี้ / จังหวัดที่ปรับขึ้น 8 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ประจวบคีรีขันธ์
จังหวัดที่ปรับขึ้น 9 บาท มี 24 จังหวัด ได้แก่ น่าน ตาก สุรินทร์ มหาสารคาม นครพนม ชัยภูมิ ลำปาง หนองบัวลำภู เชียงราย บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ยโสธร สกลนคร ชัยนาท สุพรรณบุรี ตราด ลำพูน สมุทรสงคราม อ่างทอง เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ
จังหวัดที่ปรับขึ้น 10 บาท มี 16 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น กำแพงเพชร หนองคาย นครนายก เลย สระแก้ส นครราชสีมา นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี และสมุทรสาคร
จังหวัดที่ปรับขึ้น 11 บาท มี 6 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส อุบลราชธานี สิงห์บุรี เพชรบุรี และระยอง
จังหวัดที่ปรับขึ้น 12 บาท มี 10 จังหวัด ได้แก่ เเพร่ พิจิตร สุโขทัย อุดรธานี ยะลา จันทบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี ระนอง และชลบุรี
จังหวัดที่ปรับขึ้น 13 บาท มี 7 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร ตรัง ราชบุรี พังงา ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี
จังหวัดที่ปรับขึ้น 14 บาท มี 3 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง สตูล และกระบี่
และสุดท้ายจังหวัดที่ปรับขึ้นสุดสุด 17 บาท มีจังหวัดเดียวคือ ภูเก็ต

ข้อมูลอ้างอิง : ประกาศคณะกรรมการค่าจ้างเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 5)

อัตราค่าแรงขั้นต่ำมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

ครม.มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ในอัตรา 1-8 บาท จำนวน 71  จังหวัด และอีก 5 จังหวัด มีมติให้คงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไว้ในอัตราเดิม ตามที่คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดเสนอ ไม่ปรับ โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 

ทั้งนี้ มีจังหวัดที่ไม่ปรับอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 5 จังหวัด และปรับค่าจ้างแรงงาน 71 จังหวัด โดย 5 จังหวัดที่ไม่ปรับ ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน อัตราค่าจ้าง 151 บาท สุโขทัย 153 บาท เชียงราย 157 บาท เพชรบูรณ์  155 บาท และอุทัยธานี 158 บาท

ส่วนอีก 71 จังหวัดมีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 1-8 บาท ประกอบด้วย จังหวัดที่ปรับค่าจ้าง 1 บาท มี 7 จังหวัดได้แก่   น่าน ปรับจาก 151 บาท เป็น 152 บาทพะเยา ปรับจาก 150 บาท เป็น 151 บาท  แพร่ ปรับจาก 150 บาท เป็น 151 บาท  พิษณุโลก ปรับจาก 152 บาทเป็น 153 บาท อุตรดิตถ์ ปรับจาก 152 บาท เป็น 153 บาท พิจิตร ปรับจาก 150 บาท เป็น 151  บาท เลย ปรับจาก162 บาท เป็น 163 บาท

จังหวัดที่ปรับค่าจ้างเพิ่ม 2 บาทรวม 20  จังหวัด ได้แก่  ลำปาง ปรับจาก 154 บาท เป็น 156 บาท    ตาก ปรับจาก151 บาท เป็น 153 บาท กำแพงเพชร ปรับจาก 156 บาท เป็น 158 บาท หนองคาย ปรับจาก 157 บาทเป็น 159 บาท อุดรธานี ปรับจาก 157 บาทเป็น 159 บาท หนองบัวลำภู ปรับจาก 154 บาท เป็น 156 บาท นครพนม ปรับจาก 153 บาท เป็น 155 บาท มุกดาหาร ปรับจาก 153 บาท เป็น 155 บาท สกลนคร ปรับจาก 155 บาทเป็น 157 บาท กาฬสินธุ์ ปรับจาก 155 บาท เป็น 157 บาท สุรินทร์ ปรับจาก 151 บาท เป็น 153 บาท บุรีรัมย์ ปรับจาก 155 บาท เป็น 157 บาท อำนาจเจริญ ปรับจาก 153  บาทเป็น 155 บาท ศรีสะเกษ ปรับจาก 150 บาท เป็น 152 บาท ยโสธร ปรับจาก 155 บาท เป็น 157 บาท ชุมพร ปรับจาก 158 บาท เป็น 160 บาท นนทบุรี ปรับจาก 203 บาท เป็น 205 บาท ปทุมธานี ปรับจาก 203 บาท เป็น 205 บาท  นครปฐม ปรับจาก 203 บาท เป็น 205 บาท และสมุทรสาคร ปรับจาก 203 บาท เป็น 205 บาท

อีก 11 จังหวัดที่ปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 3 บาท  ได้แก่  เชียงใหม่ ปรับจาก 168 บาท เป็น 171 บาท นครสวรรค์ ปรับจาก 155 บาท เป็น 158บาท ราชบุรี ปรับจาก 164 บาท เป็น 167 บาท    สมุทรสงครามปรับจาก 160 บาท เป็น 163 บาท ร้อยเอ็ด ปรับจาก 154 บาท เป็น 157 บาท    ขอนแก่น ปรับจาก 154 บาท เป็น 157 บาท    มหาสารคาม ปรับจาก 151 บาท เป็น 154 บาท    นครราชสีมา ปรับจาก 170 บาท เป็น 173 บาทสระแก้ว ปรับจาก 160บาท เป็น 163 บาท  กรุงเทพมหานคร ปรับจาก 203 บาท เป็น 206 บาท และสมุทรปราการ ปรับจาก 203 บาท เป็น 206บาท  

สำหรับ 20 จังหวัดที่มีการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 4 บาท ประกอบด้วย ลำพูน ปรับจาก 156 บาท เป็น 160 บาท นครนายก ปรับจาก 156 บาท เป็น160 บาท ชลบุรี ปรับจาก 180 บาท เป็น 184 บาท    จันทบุรี ปรับจาก 163 บาท เป็น 167 บาท ตราด ปรับจาก 156 บาท เป็น 160 บาท ชัยนาท ปรับจาก 154 บาท เป็น 158 บาท สิงห์บุรี ปรับจาก 161 บาท เป็น 165 บาท   อ่างทอง ปรับจาก 161 บาท เป็น 165 บาท    กาญจนบุรีปรับจาก 165 บาท เป็น 169 บาท    สุพรรณบุรี ปรับจาก 154 บาท เป็น 158 บาท เพชรบุรี ปรับจาก 164 บาท เป็น 168 บาท ประจวบคีรีขันธ์ ปรับจาก 160 บาท เป็น 164 บาท  ชัยภูมิ ปรับจาก 152 บาท เป็น 156 บาท  ระนอง ปรับจาก 169 บาท เป็น 173 บาท    สุราษฎร์ธานี ปรับจาก 155 บาทเป็น 159 บาท นครศรีธรรมราช ปรับจาก 155 บาท เป็น 159 บาท  พัทลุง ปรับจาก 155 บาท เป็น 159 บาท   สงขลา ปรับจาก 157 บาท เป็น161 บาท สตูล ปรับจาก 155 บาท เป็น 159 บ าท และปัตตานี ปรับจาก 155 บาท เป็น 159 บาท

6 จังหวัดที่ปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 5 บาท ได้แก่  ระยอง ปรับจาก 173 บาท เป็น 178 บาท สระบุรี ปรับจาก 179 บาทเป็น 184 บาท พังงาปรับจาก 168 บาท เป็น 173 บาท กระบี่ ปรับจาก 165 บาท เป็น 170 บาท ตรัง ปรับจาก 157 บาท เป็น 162 บาท และยะลา ปรับจาก 155 บาท เป็น160 บาท  ส่วนจังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดเดียวที่ได้ปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำขึ้นอีก 6 บาท หรือจาก 154 บาท เป็น 160 บาท

ขณะที่ 5 จังหวัดที่ได้ปรับขึ้น 5 บาท ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปรับจาก 173 บาท เป็น 180 บาท ปราจีนบุรี ปรับจาก 163 บาท เป็น 170 บาท ลพบุรี ปรับจาก163 บาทเป็น 170 บาท นราธิวาส ปรับจาก 153 บาทเป็น 160 บาท ภูเก็ต ปรับจาก 197 บาทเป็น 204 บาท  ด้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ปรับขึ้น 8 บาทจาก 173 บาท เป็น 181 บาท

ดูตารางสรุป

MinimumWage-2553-rz

หน้าที่ทางภาษีของนิติบุคคลตั้งใหม่

คำถาม: : เมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว จะต้องปฏิบัติในทางภาษีอย่างไร

คำตอบ: :
          1. ยื่นคำร้องขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ด้วยแบบ ล.ป.10.3 ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
          2. ถ้ามีรายรับที่กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือธุรกิจเฉพาะ   
                     มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มหรือธุรกิจ เฉพาะแล้วแต่กรณี ด้วยแบบ ภ.พ.01 หรือ ภ.ธ.01 
                     มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 หรือ ภ.ธ.40 แล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
          3. ถ้ามีการจ่ายเงินได้ที่กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.2, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 หรือ ภ.ง.ด.54 แล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปจากเดือนที่มีการจ่ายเงินได้นั้น
          4. มีหน้าที่ยื่นแบบเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนี้  
                     ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับเงินได้งวด 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของระยะเวลา 6 เดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี  
                     ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับเงินได้รอบระยะเวลาบัญชี ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

วันสุดท้ายของการออกหนังสือรับรองภาษี

“วันนี้...คุณยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปี 2552 หรือยัง”เป็นคำถามสุดฮิต        

วันที่ 15 ก.พ. มีความสำคัญอย่างไรกับการยื่นแบบ ภ.ง.ด. โดยเฉพาะท่านที่มีเงินได้เป็นเงินเดือนค่าจ้างอย่างเดียว  คือ วันที่ 15 ก.พ 53 นี้ เป็นวันสุดท้ายที่นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายให้แก่พนักงานลูกจ้างที่ทำงานกับตนมาจนตลอดปี 52 ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 50 ทวิ กำหนดให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษีให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2 ฉบับ มีข้อความตรงกันในกรณีและตามกำหนดเวลาดังต่อไปนี้


1. ในกรณีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร หรือตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 อาทิ ค่าเช่าทรัพย์สิน เงินได้จากวิชาชีพอิสระ เงินได้ค่าบริการ และการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (2) (3) หรือ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ออกในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย

2. ในกรณีตามมาตรา 50 (1) อาทิ การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเดือนค่าจ้าง เบี้ยประชุม ค่านายหน้า ให้ออกภายในวันที่ 15 ก.พ.ของปีถัดจากปีภาษี หรือภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายออกจากงานในระหว่างปีภาษีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ใช้ตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด  หากผู้จ่ายเงินได้ฝ่าฝืน ไม่ออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย หรือไม่จัดทำหนังสือรับรองฯ ให้เป็นไปตามที่กำหนด อาจต้องรับผิดเสียค่าปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาทต่อกระทงความผิด ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งในทางปฏิบัติ กรมสรรพากรลดหย่อนโทษให้เหลือเพียง 500 บาทต่อกระทง ครับ.

 

ที่มา..http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=470&contentID=48780

สรรพากรขู่ลงดาบสำนักงานบัญชีช่วยเลี่ยงภาษี

กรมสรรพากรบี้สำนักงานทั่วประเทศ จัดเก็บภาษีปี"53 ตามเป้า พร้อมจัดกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงเลี่ยงภาษี ขู่ลงดาบสำนักงานบัญชีช่วยหลบเลี่ยง

นายวินัย  วิทวัสการเวช  อธิบดีกรมสรรพากร  เปิดเผยว่า การจัดเก็บภาษีสิ้นปีงบประมาณ  2552  ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมามียอดจัดเก็บ  1.24  ล้านล้านบาท  ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ที่  1.32  ล้านล้านบาท  อย่างไรก็ตาม คาดว่างบประมาณปี  2553  น่าจะทำได้ตามเป้าหมาย  เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น  อีกทั้งกรมสรรพากรจะเข้มงวดการจัดเก็บภาษีสำหรับผู้มีหน้าที่เสียภาษี

โดยในวันพรุ่งนี้ (13 ต.ค.)  จะมอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่สรรพากรทั่วประเทศที่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อจัดกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงในการหลีกเลี่ยงภาษี  รวมถึงสำนักงานบัญชี  ซึ่งเป็นผู้จัดทำบัญชีให้กับบริษัทเอกชนโดยเฉพาะการเสียภาษี  เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีและเสียภาษีให้ครบถ้วน  หากสำนักงานบัญชีใดช่วยเหลือหลีกเลี่ยงภาษีก็จะมีความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดหลีกเลี่ยงภาษี

นอกจากนี้   ยังเตรียมแบ่งเกรดสำนักงานบัญชี  เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นเหมือนกรมศุลกากร  ซึ่งได้จัดเกรดผู้ประกอบการดีเด่นจะได้รับการอำนวยความสะดวกต่อการนำเข้า -ส่งออกสินค้าอย่างรวดเร็ว  รวมถึงการพิจารณาผู้ประกอบการที่ต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง  มีการแจ้งยอดบัญชีตรงกับการดำเนินธุรกิจ  เช่น  การประกอบธุรกิจก่อสร้าง  ต้นทุนการก่อสร้าง  การจัดซื้อวัตถุดิบและค่าแรงต่าง ๆ จะต้องมีสัดส่วนสูงที่สุดไม่ใช่นำค่าใช้จ่ายส่วนอื่น เช่น บางรายมีต้นทุนน้ำมันสูงถึง 70%  จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องต่อการดำเนินธุรกิจ  และเห็นว่าธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล  เช่น กลุ่มก่อสร้างจะได้รับประโยชน์และมีรายได้สูงขึ้น  โดยต้องมีการเสียภาษีอย่างถูกต้องก็จะเข้าไปดูกลุ่มดังกล่าวด้วย

ที่มา..กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

ตัวอย่างการคำนวณภาษี ภงด.51 ของ SMEs

การคำนวณภาษี ภ.ง.ด.51 รอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 ของกิจการ SMEs

สืบเนื่องจากกรมสรรพากรมีการลดอัตราภาษีเงินได้และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท สำหรับกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2551 เป็นต้นไป ตามมาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 471) พ.ศ. 2551จึงขอแสดงวิธีการคำนวณและชำระภาษีในแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2551 หัวข้อ “การคำนวณภาษี” ข้อ 2 กรณีลดอัตราภาษี และเลือก (2.6) ซึ่งเป็นการคำนวณภาษีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่ เกิน 5 ล้านบาท

ดังตัวอย่างต่อไปนี้
กึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี 2,500,000 บาท
ภาษีที่คำนวณได้ 502,500 บาท

วิธีการคำนวณ

กำไรสุทธิ                            อัตราภาษีร้อยละ       ภาษีที่คำนวณได้
0 - 150,000 บาท                    ยกเว้น                               0 บาท
150,001-1,000,000 บาท         15                          127,500 บาท
1,000,001-2,500,000 บาท      25                          375,000 บาท
รวมภาษีที่คำนวณได้                                              502,500 บาท
 

คำชี้แจ้งเรื่องการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2551

http://www.rd.go.th/publish/38676.0.html
คำ​ชี้​แจงกรมสรรพากร

-------------------------------------
ตามที่​ได้​มีพระราชกฤษฎีกา​ ​ออกตาม​ความ​ใน​ประมวลรัษฎากร​ ​ว่า​ด้วย​การยกเว้นรัษฎากร​ ​(​ฉบับ​ที่​ 470) ​พ​.​ศ​. 2551 ​ยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา​ ​สำ​หรับเงิน​ได้​สุทธิ​จาก​การคำ​นวณภาษี​เงิน​ได้​ตามมาตรา​ 48(1) ​แห่งประมวลรัษฎากร​ ​เฉพาะ​ส่วน​ที่​ไม่​เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทแรก​ใน​ปีภาษี​นั้น​ ​สำ​หรับเงิน​ได้​สุทธิที่​เกิดขึ้น​ใน​ปี​ ​พ​.​ศ​. 2551 ​เป็น​ต้นไป​ ​เพื่อ​ให้​การยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา​ใน​ครั้งนี้​เป็น​ที่​เข้า​ใจ​กัน​โดย​ทั่ว​ไป​ ​กรมสรรพากร​จึง​ขอชี้​แจง​ใน​สาระสำ​คัญ​ ​ดังต่อไปนี้​

1. ​ลดภาระภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา​ ​โดย​วิธียกเว้นภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา​ ​สำ​หรับเงิน​ได้​สุทธิหลัง​จาก​หักค่า​ใช้​จ่าย​และ​ค่าลดหย่อนต่างๆ​ ​ตามที่กฎหมายกำ​หนด​ไว้​ ​เฉพาะ​ส่วน​ที่​ไม่​เกิน​ 150,000 ​บาทแรกสำ​หรับปีภาษี​นั้น​ ​ซึ่ง​เดิม​ใน​การคำ​นวณภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดาสำ​หรับเงิน​ได้​สุทธิหลัง​จาก​หักค่า​ใช้​จ่าย​และ​ค่าลดหย่อนต่างๆ​ ​ตามที่กฎหมายกำ​หนด​ไว้​ ​ผู้​มี​เงิน​ได้​จะ​ต้อง​นำ​เงิน​ได้​สุทธิดังกล่าวมาคำ​นวณภาษีตามอัตราที่กำ​หนด​ใน​บัญชีอัตราภาษี​เงิน​ได้​ ​สำ​หรับเงิน​ได้​สุทธิ​ส่วน​ที่​ไม่​เกิน​ 100,000 ​บาท​ ​จะ​เสียภาษี​ใน​อัตราร้อยละ​ 5 ​คิด​เป็น​เงิน​เท่า​กับ​ 5,000 ​บาท​ ​และ​เงิน​ได้​สุทธิ​ส่วน​ที่​เกิน​ 100,000 ​บาท​ ​แต่​ไม่​เกิน​ 500,000 ​บาท​ ​จะ​เสียภาษี​ใน​อัตราร้อยละ​ 10 ​คิด​เป็น​เงิน​เท่า​กับ​ 40,000 ​บาท​ ​แต่​เมื่อพระราชกฤษฎีกา​ฉบับ​นี้​ ​ยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​สำ​หรับเงิน​ได้​สุทธิ​ส่วน​ที่​ไม่​เกิน​ 150,000 ​บาทแรก​ ​ดัง​นั้น​ ​ใน​การคำ​นวณภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา​ ​สำ​หรับ​ผู้​ที่มี​เงิน​ได้​สุทธิ​ไม่​เกิน​ 150,000 ​บาท​ ​จะ​ได้​รับยกเว้น​ไม่​ต้อง​เสียภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา​ ​และ​สำ​หรับ​ผู้​ที่มี​เงิน​ได้​สุทธิ​เกิน​ 150,000 ​บาท​ ​จะ​ต้อง​นำ​เงิน​ได้​สุทธิ​เฉพาะ​ส่วน​ที่​เกิน​ 150,000 ​บาท​ ​ไปคำ​นวณตามบัญชีอัตราภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดา

อาศัยอำ​นาจตาม​ความ​ใน​มาตรา​ 187 ​ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย​ ​และ​มาตรา​ 65 ​ทวิ​ (2) ​แห่งประมวลรัษฎากร​ซึ่ง​แก้​ไขเพิ่มเติม​โดย​พระราชบัญญัติ​แก้​ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร​ ​(​ฉบับ​ที่​ 25) ​พ​.​ศ​. 2525 ​อัน​เป็น​กฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยว​กับ​การจำ​กัดสิทธิ​และ​เสรีภาพของบุคคล​ ​ซึ่ง​มาตรา​ 29 ​ประกอบ​กับ​มาตรา​ 33 ​และ​มาตรา​ 41 ​ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติ​ให้​กระทำ​ได้​โดย​อาศัยอำ​นาจตามบทบัญญัติ​แห่งกฎหมาย​ ​จึง​ทรงพระกรุณา​โปรดเกล้า​ ​ฯ​ ​ให้​ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้น​ไว้​ ​ดังต่อไปนี้

2. ​วัน​ใช้​บังคับของกฎหมาย​ ​การยกเว้นภาษี​เงิน​ได้​บุคคลธรรมดาตามพระราชกฤษฎีกา​ฉบับ​นี้​ ​มีผล​ใช้​บังคับสำ​หรับเงิน​ได้​ของปี​ ​พ​.​ศ​. 2551 ​ที่​ได้​รับตั้งแต่วันที่​ 1 ​มกราคม​ 2551 ​เป็น​ต้นไป​ ​และ​เนื่อง​จาก​พระราชกฤษฎีกา​ฉบับ​นี้​ ​ได้​ออกมา​ใช้​บังคับ​ใน​วันที่​ 29 ​มีนาคม​ 2551 ​จึง​มีผลทำ​ให้​การคำ​นวณภาษี​เงิน​ได้​หัก​ ​ณ​ ​ที่จ่าย​ ​สำ​หรับเงิน​ได้​ที่​ได้​รับ​ใน​เดือนมีนาคม​ 2551 ​เป็น​ต้นไป​ ​ผู้​จ่ายเงิน​ได้​มีสิทธิปรับปรุงการหักภาษี​เงิน​ได้​ ​ณ​ ​ที่จ่าย​ ​โดย​ให้​คำ​นวณภาษีที่พึง​ต้อง​เสียตลอดปี​ ​พ​.​ศ​. 2551 ​ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย​ใหม่​ ​แล้ว​หัก​ด้วย​ภาษีที่นำ​ส่ง​แล้ว​ ​จำ​นวนภาษีที่​เหลือ​ให้​เฉลี่ย​และ​นำ​ส่งสำ​หรับเดือนที่​เหลือของปี​ ​พ​.​ศ​. 2551 ​เพื่อ​ไม่​ให้​เป็น​ภาระ​ใน​การขอคืนภาษี​เงิน​ได้​สำ​หรับเงิน​ได้​พึงประ​เมินที่​ได้​รับ​ใน​ปี​ ​พ​.​ศ​. 2551

กรมสรรพากร
13 ​สิงหาคม​ 2551

สรุป 19 มาตรการภาษีตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551

เป็นข้อมูลสรุปจากการสัมมนา ที่จัดโดยศูนย์พัฒนาวิชาชีพบัญชี คณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551
เรื่อง วิเคราะห์เจาะลึกมาตรการภาษีใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย
สรุป 19 มาตรการภาษีตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551
อ.รุ่งทิพย์ ธัญวงศ์ และ อ.อดิศักดิ์ สืบประดิษฐ์


ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 7 มาตรการ
   1) ปรับเพิ่มเงินได้สุทธิที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเดิม 100,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 150,000 บาท (ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 470))
   2) ปรับเพิ่มวงเงินการยกเว้นและการหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตจากเดิม 50,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 บาท (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 266 ข้อ 5 แก้ไขกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 61)
   3) ปรับเพิ่มวงเงินการหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็น
       - ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
       - เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
       - เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
       - เงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
จากเดิมรวมกันไม่เกิน 300,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็นรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท (ตามกฎกระทรวง ฉบับ ที่ 266 ข้อ 1 - ข้อ 4 แก้ไขกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 55 , ข้อ 35 , ข้อ 43 , ข้อ 54)
   4) ปรับเพิ่มวงเงินการหักลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
จากเดิมไม่เกิน 300,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 500,000 บาท (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 266 ข้อ 6 แก้ไขกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 66)
   5) เพิ่มการหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส บิดา มารดา บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส ซึ่งเป็นคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และมีบัตรประจำตัวคนพิการ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 โดยให้หักได้ 30,000 บาทต่อ คนพิการ (กฎหมายยังไม่ออก)
   6) ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล ซึ่งเป็นวิสาหกิจ ชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2548 และมีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 1,200,000 บาทต่อปี ใช้สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่ปี 2551 ถึง 2553 (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 266 ข้อ 7 เพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 78)
   7) ให้บุคคลธรรมดา สามารถหักค่าใช้จ่ายเพื่อการได้มาซึ่งทรัพย์สินประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์หรือ วัสดุที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานโดยรวมค่าติดตั้งได้ 1.25 เท่าของค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ทรัพย์สินจะต้อง ได้มาและพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553 (กฎหมายยังไม่ออก)

 

ภาษีเงินได้นิติบุคคล 10 มาตรการ 
  1) ปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วในวัน สุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท จากเดิมที่จัดเก็บในอัตราก้าวหน้า โดย กำไรสุทธิในส่วน 1,000,000 บาทแรก จัดเก็บในอัตราร้อยละ 15
กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท จัดเก็บในอัตราร้อยละ 25 และกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท จัดเก็บในอัตราร้อยละ 30 เป็นการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาท และสำหรับกำไรสุทธิ ส่วนที่เหลือให้คงจัดเก็บในอัตราเดิม ทั้งนี้ให้มีผลบังคับใช้สำหรับกำไรสุทธิของ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีซึ่งเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2551 เป็นต้นไป (ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 471))
   2) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักค่าใช้จ่ายเพื่อการได้มาซึ่งทรัพย์สินประเภท เครื่องจักร และอุปกรณ์หรือวัสดุที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานโดยรวมค่าติดตั้งได้ 1.25 เท่าของ ค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ทรัพย์สินจะต้องได้มาและพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553
   3) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นของทรัพย์สิน ประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตสินค้าหรือให้บริการ ในวันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุน สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักตามอัตราปกติ ทั้งนี้ ทรัพย์สินจะต้องได้มา และพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553
   4) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภท โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ได้ภายในเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชี นับแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา
   5) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างแรงงาน ไม่เกิน 200 คน สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นของทรัพย์สินประเภทโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ในวันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุน สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่ เหลือให้หักภายในเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชี นับแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา
   6) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาทและจ้างแรงงาน ไม่เกิน 200 คน สามารถเลือกหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ในอัตราร้อยละ 100 ของ มูลค่าต้นทุน โดยมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินดังกล่าวรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทในหนึ่งรอบ ระยะเวลาบัญชี ทั้งนี้ใช้สำหรับทรัพย์สินตามมาตรา 4(5) ของ พระราชกฤษฎีกาฯ ว่าด้วยค่าสึกหรอและ ค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 โดยทรัพย์สินจะต้องได้มาและพร้อมใช้งานได้ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2553 หมายเหตุ มาตรการที่ 2- 6 กฎหมายยังไม่ออก ให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่นำหลักทรัพย์เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย ดังต่อไปนี้
  7) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ สำหรับบริษัทที่จดทะเบียน เข้าใหม่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลัง วันที่บริษัทได้จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ
  8) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ สำหรับบริษัทที่จดทะเบียน
เข้าใหม่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็น เวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน ทั้งนี้บริษัทต้องยื่นคำขอจดทะเบียนหลักทรัพย์กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่า ด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 และได้รับ การจดทะเบียนหลักทรัพย์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2552
ให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้
  9) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ สำหรับบริษัทที่จดทะเบียน กับตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) ทั้งนี้เฉพาะกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท เป็นเวลา 3 รอบ ระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มใน หรือหลังวันที่1 มกราคม 2551
  10) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ สำหรับบริษัทที่เป็นบริษัท จดทะเบียน ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SET) ทั้งนี้เฉพาะกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่ เกิน 300 ล้านบาท เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือ หลังวันที่1 มกราคม 2551

 

ภาษีธุรกิจเฉพาะ 1 มาตรการ

   1) ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 472) ให้ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ จากเดิมที่กำหนดไว้อัตราร้อยละ 3 เป็นอัตราร้อยละ 0.1 สำหรับรายรับ ก่อนหักรายจ่ายใดๆ จากกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ทั้งนี้เฉพาะการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 1 ปี ตั้งแต่ 29 มีนาคม 2551 - 28 มีนาคม 2552

 

ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ 1 มาตรการ

   1) ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์ร้อยละ 0.01 ที่ได้ กระทำตั้งแต่ 29 มีนาคม 2551 - 28 มีนาคม 2552 ที่อยู่อาศัยที่เป็นที่ดิน อาคาร หรืออาคารพร้อมที่ดิน ประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ ตามกฎหมายจัดสรรที่ดิน อาคารสำนักงาน ตาม กฎหมายฯ และห้องชุด ตามกฎหมายฯ ต่อมาขยายรวมถึงอาคาร หรืออาคารพร้อมที่ดินไม่เกิน 1 ไร่ และมิใช่ ตามกฎหมายจัดสรรที่ดิน ที่ได้กระทำถึง 28 มีนาคม 2552

.

อบรมฟรี นับชั่วโมงผู้ทำบัญชีได้

ไม่ค่อยได้เจอบ่อยๆ นะครับ อบรมฟรี แล้วยังนับชั่วโมงผู้ทำบัญชีได้ด้วย ผมเองก็เป็นศิษย์เก่า ม.กรุงเทพ นะครับ เอามาโพสไว้เผื่อใครจะสนใจไปอบรม

คลิกเืพื่อโหลดเอกสาร

.

คณะบัญชี

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

จัดสัมมนาบริการวิชาการให้แก่

ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ อาจารย์
ศิษย์เก่า ผู้สนใจทั่วไป

ผู้สอบบัญชี และผู้ทำบัญชี

(นับช.ม.CPD-CPAและCPD-ผู้ทำบัญชี

เป็นช.ม. อื่นๆ 3 ช.ม.)

clip_image001

(มีอาหารว่างและเอกสารประกอบการสัมมนา)

หัวข้อ

วิเคราะห์เจาะลึกมาตรการภาษีใหม่
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน 2551

เวลา 13.30 16.30 น.

สถานที่

โรงละคอน อาคาร ดร.เจริญ คันธวงศ์ ชั้น 16

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท

http://account.bu.ac.th


มาตรการภาษีใหม่ตามโครงการ “ คืนเงินกลับกระเป๋า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

กรมสรรพากร ได้แจ้งเรื่องเรื่อง มาตรการภาษีใหม่ตามโครงการ “ คืนเงินกลับกระเป๋า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ” บางส่วน ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ได้แก่

1. รายได้สุทธิสำหรับบุคคลธรรมดา 150,000 บาทแรก ไม่ต้องเสียภาษี (ตั้งแต่ปีภาษี 2551 เป็นต้นไป)

2. ยกเว้นกำไรสุทธิ 150,000 บาทแรก ไม่ต้องเสียภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกิน 5 ล้านบาท

3. ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3% เป็น 0.1 % กรณีขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อทางการค้าหรือหากำไร เป็นเวลา 1 ปี

4. ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% และจำนองจาก 1 % เหลือเป็น 0.01 % ให้แก่อาคารสำนักงานพร้อมที่ดิน ห้องชุดในอาคารชุดตามกฎหมาย การจัดสรรที่ดินโดยทางราชการหรือองค์การของรัฐบาล บ้านแฝด บ้านเดี่ยว บ้านแถว และอาคารพาณิชย์ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 24 มีนาคม 2551 จำนวน 3 ฉบับ

นายสาธิต รังคสิริ รองอธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า

“ กรมสรรพากรได้หารือกับกรมที่ดิน เพื่อให้การโอนหรือการจำนองอสังหาริมทรัพย์ ประเภทบ้าน

มือสอง ได้รับสิทธิเช่นเดียวกับมาตรการที่มีผลบังคับใช้ ( ตามข้อ 4 ) ด้วย แต่ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่าง

เสนอร่างกฎหมายเพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป

ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จากพระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 470 (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) ฉบับที่ 471 (วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ฉบับที่ 472 (ภาษีธุรกิจเฉพาะ) พ.ศ.2551 และประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2551 จำนวน 3 ฉบับ ได้ที่ www. ratchakitcha. soc.go.th หรือ www.rd.go.th ได้นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

มาตรการภาษีใหม่ ฉบับที่ 14/2551

ฉบับที่ 14 /2551 วันที่ 4 มีนาคม 2551

มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ
_____________________

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยการเร่งฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็ง แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนกระตุ้นการลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศให้มากขึ้น อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. มาตรการภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและส่งเสริมการออมของภาคครัวเรือน ตลอดจนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม กระทรวงการคลังเห็นควรกำหนดมาตรการภาษีซึ่งเป็นการขยายเพิ่มเติมจากมาตรการเดิมที่ได้เคยดำเนินการมาแล้ว ดังต่อไปนี้

1.1 ปรับเพิ่มเงินได้สุทธิที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากเดิมที่กำหนดไว้ 100,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 150,000 บาท

1.2 ปรับเพิ่มวงเงินการยกเว้นและการหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิต จากเดิมที่กำหนดไว้ 50,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 บาท

1.3 ปรับเพิ่มวงเงินการหักค่าลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 300,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 500,000 บาท โดยเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเมื่อรวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

1.4 ปรับเพิ่มวงเงินการหักค่าลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 300,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 500,000 บาท

มาตรการข้อ 1.1-1.4 ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป

1.5 เพิ่มการหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส บิดา มารดา บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส ซึ่งเป็นคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และมีบัตรประจำตัวคนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 โดยให้หักได้ 30,000 บาท ต่อคนพิการ ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปีที่กฎหมายมีผลใช้บังคับเป็นต้นไป

2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

เพื่อพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กระทรวงการคลังเห็นควรกำหนดมาตรการภาษี ดังต่อไปนี้

2.1 ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2548 และมีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 1,200,000 บาท ต่อปี ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ถึง พ.ศ. 2553

2.2 ปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท จากเดิมที่จัดเก็บในอัตราก้าวหน้า โดยกำไรสุทธิในส่วน 1,000,000 บาทแรก จัดเก็บในอัตราร้อยละ 15 กำไรสุทธิในส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท จัดเก็บในอัตราร้อยละ 25 และกำไรสุทธิในส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท จัดเก็บในอัตราร้อยละ 30 เป็นการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาท และสำหรับกำไรสุทธิในส่วนที่เหลือให้คงจัดเก็บในอัตราเดิม ทั้งนี้ ให้มีผลใช้บังคับสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีซึ่งเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป

3. มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชนไทย

เพื่อเร่งกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการคลังเห็นควรกำหนดมาตรการภาษีทั้งที่เป็นการขยายเพิ่มเติมจากมาตรการเดิมที่ได้เคยดำเนินการมาแล้วและมาตรการภาษีใหม่ ดังต่อไปนี้

3.1 ให้บุคคลธรรมดา และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักค่าใช้จ่ายเพื่อการได้มาซึ่งทรัพย์สินประเภทเครื่องจักร อุปกรณ์หรือวัสดุที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานโดยรวมค่าติดตั้ง ได้ 1.25 เท่าของค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ทรัพย์สินจะต้องได้มาและพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

3.2 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นของทรัพย์สินประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตสินค้าหรือให้บริการ ในวันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุน สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักตามอัตราปกติ ทั้งนี้ ทรัพย์สินจะต้องได้มาและพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

3.3 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินประเภทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ได้ภายในเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชี นับแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา

3.4 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นของทรัพย์สินประเภทโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในวันที่ได้ทรัพย์สินมาในอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุน สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักภายใน 3 รอบระยะเวลาบัญชี นับแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา

3.5 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน สามารถเลือกหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ในอัตราร้อยละ 100 ของมูลค่าต้นทุน โดยมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินดังกล่าวรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทในหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ทั้งนี้ ใช้สำหรับทรัพย์สินตามมาตรา 4 (5) ของพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 โดยทรัพย์สินจะต้องได้มาและพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

3.6 ให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่นำหลักทรัพย์เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้
(1) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิสำหรับบริษัทที่จดทะเบียนเข้าใหม่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่บริษัทได้จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ
(2) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิสำหรับบริษัทที่จดทะเบียนเข้าใหม่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน

ทั้งนี้ บริษัทต้องยื่นคำขอจดทะเบียนหลักทรัพย์กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 31ธันวาคม พ.ศ. 2551 และได้รับการจดทะเบียนหลักทรัพย์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552

3.7 ให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้
(1) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิสำหรับบริษัทที่เป็นบริษัทจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) ทั้งนี้ เฉพาะกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551

(2) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิสำหรับบริษัทที่เป็นบริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SET) ทั้งนี้ เฉพาะกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่เกิน 300 ล้านบาท เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน นับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551

3.8 ให้ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ จากเดิมที่กำหนดไว้อัตราร้อยละ 3 เป็นอัตราร้อยละ 0.1 สำหรับรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ จากกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ทั้งนี้ เฉพาะการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภายใน 1 ปี นับจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ

3.9 ให้กระทรวงมหาดไทยลดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดไปพร้อมกันด้วยกับการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ สนับสนุนให้มีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้มากยิ่งขึ้นซึ่งจะทำให้การประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) ให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ ร้อยละ 0.01 สำหรับกรณีสนับสนุนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้
(ก) เป็นที่ดิน อาคาร หรืออาคารพร้อมที่ดิน ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน หรือที่ดำเนินการจัดสรรที่ดินโดยทางราชการหรือองค์การของรัฐบาลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย และ
(ข) เป็นอาคารประเภทดังต่อไปนี้
- บ้านเดี่ยว
- บ้านแฝด
- บ้านแถว
- อาคารพาณิชย์
(2) ให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองห้องชุดร้อยละ 0.01 สำหรับกรณีสนับสนุนการซื้อขายห้องชุด ดังต่อไปนี้
(ก) การโอนกรรมสิทธิ์และการจำนองห้องชุดทั้งหมดในอาคารชุดซึ่งจดทะเบียนอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด
(ข) การโอนกรรมสิทธิ์และการจำนองห้องชุดในอาคารชุดซึ่งจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

(3) ให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน ร้อยละ 0.01 สำหรับกรณีสนับสนุนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน โดยอาคารสำนักงานต้องเป็นอาคารหรืออาคารพร้อมที่ดินที่ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างหรือใบรับแจ้งการก่อสร้างเป็นอาคารสำนักงานตามกฎหมายว่าด้วยควบคุมอาคาร

ทั้งนี้ ภายหลังจากมาตรการที่นำเสนอมีผลบังคับใช้ จะมีการออกประกาศที่เกี่ยวข้องต่อไป

มาตรการภาษีที่นำเสนอ จะช่วยลดภาระภาษีอันเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ส่งเสริมให้เกิดการออมระยะยาวในประเทศมากขึ้น สนับสนุนการประกอบกิจการของวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนกระตุ้นและเร่งรัดการลงทุนของภาคเอกชนให้สอดคล้องกับการส่งเสริมให้เกิดปีแห่งการลงทุน (Investment Year) อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวต่อไป

ในส่วนผลกระทบรายได้ภาครัฐ คาดว่าจะทำให้รายได้ภาษีอากรลดลงในปีแรก แต่จากการที่เศรษฐกิจขยายตัว ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีการใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภค และมีการเร่งรัดการลงทุนในส่วนของภาคเอกชน ก็จะทำให้รัฐจัดเก็บภาษีประเภทต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นทางหนึ่ง
_____________________

ที่มา.. กรมสรรพากร

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับใหม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ 18 พ.ศ. 2551 : แก้ครั้งใหญ่
ห้างฯ แปรรูปเป็นบริษัทได้

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2551 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ว่าด้วยห้างหุ้นส่วนบริษัท ฉบับที่ 18 พ.ศ. 2551 ประกาศใช้
โดยมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 120 วันนับแต่วันประกาศ
นั่นคือเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไป

 

สาระสำคัญของการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
1. การอ้างสัญญา เอกสาร ข้อความจดทะเบียนต่อบุคคลภายนอก (มาตรา 1023)
ผู้เป็นหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วน บริษัท จะอ้างสัญญา เอกสาร ข้อความจดทะเบียนต่อบุคคลภายนอกเมื่อได้จดทะเบียนแล้ว แต่ฝ่ายบุคคลภายนอกจะถือเอาประโยชน์ได้แม้ยังไม่ได้จดทะเบียน
- เดิมจะอ้างได้ เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
2. ลดจำนวนผู้เริ่มก่อการและถือหุ้นบริษัท จากอย่างน้อย 7 คน เหลืออย่างน้อย 3 คน (มาตรา 1097)
3. แก้ไขมาตรา 1237 ถ้าผู้ถือหุ้นเหลือไม่ถึง 3 คน ศาลอาจสั่งเลิกบริษัทได้ เป็นการแก้ไขให้สอดคล้องกับมาตรา 1097
4. ลดระยะเวลาในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด อาจทำให้เสร็จได้ภายในวันเดียว (มาตรา 1111/1)
จากเดิมต้องใช้เวลาอย่างน้อย ประมาณ 15 วันทำการ
5. การลงมติพิเศษ ที่ประชุมใหญ่ลงมติด้วยคะแนนไม่ต่ำกว่า สามในสี่ ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง (มาตรา 1194)
- เดิมมติพิเศษต้องลง 2 ครั้ง ครั้งแรกมติเสียงข้างมากไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของจำนวนเสียงทั้งหมด ครั้งที่สองไม่น้อยกว่า สองในสาม และต้องห่างจากครั้งแรกไม่น้อยกว่า 14 วัน แต่ไม่เกิน 6 สัปดาห์


อ่านต่อได้ที่ http://www.nukbunchee.com/webmaster/index_talk.php?talk_id=177