แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แสดงบทความทั้งหมด

กำหนดหลักประกันความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สามของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ถาม-ตอบ เรื่องกำหนดหลักประกันความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สามของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี
คำถามและคำตอบเกี่ยวกับกฎกระทรวง
เรื่อง  กำหนดหลักประกันความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สามของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

1.  คำถาม   ผู้ใดต้องจัดให้มีหลักประกัน
  คำตอบ เฉพาะนิติบุคคล  ซึ่งประกอบกิจการให้บริการด้านการสอบบัญชีหรือด้านการทำบัญชี  ให้บริการวิชาชีพบัญชีด้านอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา  9 เท่านั้น  คือ
1.  นิติบุคคลรายใหม่  ที่จะยื่นจดทะเบียนต่อสภาวิชาชีพบัญชี  ต้องจัดให้มีหลักประกันและแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับหลักประกันมาพร้อมกัน
2.  นิติบุคคลที่จดทะเบียนต่อสภาวิชาชีพบัญชีอยู่แล้ว  ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ  (27 พฤษภาคม 2553)ให้จัดให้มีหลักประกันและแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับหลักประกันต่อสภาวิชาชีพบัญชีภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ (ภายใน 27 กรกฎาคม 2553)
กรณีที่นิติบุคคลให้บริการด้านการทำบัญชีหรือด้านการสอบบัญชีให้กับบริษัทในเครือ  โดยทำในนามของนิติบุคคลนั้นมีรายได้จากการให้บริการดังกล่าว  เช่นนี้ถือว่าเข้าเครือข่ายที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรา  11  ด้วย

2. คำถาม ประโยชน์ของการจัดให้มีหลักประกัน
คำตอบ    1.เพื่อเป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา  11  แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี  พ.ศ. 2547
                     2.เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่บุคคลผู้ใช้บริการวิชาชีพบัญชี
                     3.เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น

3.  คำถาม   นิติบุคคลจะแจ้งหลักประกันต่อสภาวิชาชีพบัญชีด้วยวิธีการใด
     คำตอบ   ใช้แบบคำขอแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับหลักประกันเพื่อประกันความรับผิดต่อบุคคลที่สาม (แบบสวบช. 5.3)  พร้อมแนบหลักฐานดังต่อไปนี้
                      1.สำเนาหลักประกัน
                      2.สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลพร้อมวัตถุประสงค์ไม่เกิน 1 เดือน
                      3.หนังสือมอบอำนาจให้กระทำการแทนนิติบุคคล
                      (เฉพาะกรณีที่กรรมการไม่สามารถลงนามในแนบ  สวบช. 5.3 ได้)
                      4.สำเนาใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว  (ถ้ามี)
                     เตรียมแบบสวบช.  5.3  พร้อมหลักฐาน  จำนวน  2  ชุด  และชำรพค่าดำเนินการ  จำนวน  400  บาทและยื่นแบบสวบช.  5.3  และหลักฐาน  ได้ที่  ที่ทำการสภาวิชาชีพบัญชีฯ  ถนนสุขุมวิท21(อโศก) หรือ ส่งทางไปรษณีย์
                     มายังสภาวิชาชีพบัญชีฯ เลขที่ 133 ถนนสุขุมวิท21(อโศก)  แขวงคลองเตยเหนือ  เขตวัฒนา  กรุงเทพฯ  10110  หรือ  ส่งที่สำนักงานสาขาสภาวิชาชีพบัญชีฯ
                     สำหรับการจัดให้มีหลักประกันและแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับหลักประกันต่อสภาวิชาชีพบัญชีครั้งแรกนิติบุคคลต้องจัดให้มีหลักประกันและแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับหลักประกันภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2553 นี้  ส่วนการ   จัด ให้มีหลักประกันและแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับหลักประกัน ครั้งต่อไป ให้ดำเนินการภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นรอบบัญชีทุกปีของแต่ละนิติบุคคล

4.  คำถาม   หน่วยลงทุนในกองทุน หุ้น หรือตราสารต่างๆ ใช้เป็นหลักประกันได้หรือไม่
     คำตอบ ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ประเภทของหลักประกันตามกฎกระทรวง ข้อ  3

5.  คำถาม   ทุน ในความหมายตามข้อ  2  ของกระทรวงฉบับนี้ หมายถึง  ทุน ของบริษัทที่ให้บริการทำบัญชีหรือสอบบัญชีใช่หรือไม่
     คำตอบ   1.ทุนจดทะเบียนของบริษัทจำกัด  ที่บริษัทจำกัดยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ของบริษัทจำกัดที่ให้บริการทำบัญชีหรือสอบบัญชี
                      2.ทุนชำระแล้วของบริษัทมหาชน

6.  คำถาม   กรณีเปลี่ยนแปลงประเภทหลักประกัน  นิติบุคคลต้องดำเนินการอย่างใด
      คำตอบ   กรณี เปลี่ยนแปลงประเภทของหลักประกันในระหว่างรอบปีบัญชี  ให้นิติบุคคลแจ้งการเปลี่ยนแปลงประเภทของหลักประกันต่อสภาวิชาชีพบัญชีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง  โดยใช้แนบ  สวบช. 5.4  คำขอแจ้งเปลี่ยนแปลงประเภทของหลักประกันเพื่อประกันความรับผิดต่อบุคคลที่สาม  พร้อมแนบหลักฐานดังต่อไปนี้
                     1.สำเนาหลักประกัน
                     2.สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลพร้อมวัตถุประสงค์ไม่เกิน 1 เดือน
                     3.หนังสือมอบอำนาจให้กระทำการแทนนิติบุคคล   (ถ้ามี)
                     4.สำเนาใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว  (ถ้ามี)
                     เตรียมแบบสวบช.  5.3  พร้อมหลักฐาน  จำนวน  2  ชุด  และชำรพค่าดำเนินการ  จำนวน  400  บาทและยื่นแบบสวบช.  5.3  และหลักฐาน  ได้ที่  ที่ทำการสภาวิชาชีพบัญชีฯ  ถนนสุขุมวิท21(อโศก) หรือ ส่งทางไปรษณีย์  มายังสภาวิชาชีพบัญชีฯ เลขที่ 133 ถนนสุขุมวิท21(อโศก)  แขวงคลองเตยเหนือ  เขตวัฒนา  กรุงเทพฯ  10110  หรือ  ส่งที่สำนักงานสาขาสภาวิชาชีพบัญชีฯ

7.  คำถาม  วิธีการแสดงรายการในงบการเงินเกี่ยวกับหลักประกันต้องแสดงอย่างไร  นิติบุคคลต้องเปิดเผยในงบการเงินหรือไม่   
   คำตอบ     การแสดงรายการงบการเกี่ยวกับหลักประกันให้แสดงไว้ในส่วนของรายการสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนภายใต้หัวข้อ  
สินทรัพย์ที่มีภาระผูกพัน  ซึ่งจะต้องอ้างอิงกับหมายเหตุประกอบงบการเงินที่จะต้องอธิบายรายละเอียดของ   หลักประกันตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

8.  คำถาม   กรณีเพิ่มหรือลดของทุนหรือรายได้ในระหว่างรอบปีบัญชีต้องแจ้งหลักประกันใหม่หรือไม่
   คำตอบ   การเพิ่มทุนหรือลดทุนของนิติบุคคลในระหว่างรอบบัญชีที่ไม่กระทบต่อจำนวนหลักประกันที่นิติบุคคลได้จัดให้มี
แล้วปีบัญชีนั้น  โดยไม่ต้องแจ้งต่อสภาฯ

9.  คำถาม   กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพบัญชี ที่จะนำมาเป็นหลักประกันความรับผิดต่อบุคคลที่ 3 มีเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติมที่จะต้องนำมาพิจารณา เช่น ต้องเป็นกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพบัญชีของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามข้อ 1 ในกฎกระทรวงนี้เท่านั้น  หรือไม่
   คำตอบ
   ใช่  ทั้งนี้ นิติบุคคลสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้จาก  สำนักงาน  คปภ. เกี่ยวกับบริการดังกล่าว

10.   คำถาม   กรณีบริษัทมีกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดชอบทางวิชาชีพบัญชีของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี  หากบริษัทมีรายได้จากสอบบัญชีและทำบัญชีทั้งสิ้น 10 ล้านบาท หลักประกันร้อยละ 3  เป็นจำนวนเงิน  300,000 บาท ถ้าบริษัทจ่ายเบี้ยประกัน  100,000 บาท จำนวนเงินทุนประกันตามกรมธรรม์ 8 ล้านบาท ถือว่าหลักประกันเพียงพอตามข้อ4 ของกฎกระทรวง ใช่หรือไม่
       คำตอบ
  ใช่ ถือว่าเพียงพอตามข้อ4 ของกฎกระทรวง

11.  คำถาม  กรณีที่มีการต่ออายุกรรมธรรม์ในระหว่างรอบปีบัญชีต้องทำอย่างไร
คำตอบ  กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนประเภทหลักประกัน  ให้นิติบุคคลแจ้งการเปลี่ยนแปลงของหลักประกันต่อสภาวิชาชีพบัญชีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง

12.  คำถาม   การให้บริการวิชาชีพบัญชีด้านอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 9 คืออะไร
       คำตอบ
  ขณะนี้ยังไม่มีพระราชฎีกากำหนดวิชาชีพอื่น มีเพียงวิชาชีพการทำบัญชีและสอบบัญชีเท่านั้น

13.  คำถาม  รายได้ค่าที่ปรึกษาภาษีอากร ที่ปรึกษากฎหมาย ถือเป็นรายได้จากการทำบัญชีหรือสอบบัญชีหรือไม่
       คำตอบ
   ไม่ใช่

14.  คำถาม   นิติบุคคลมีธุรกิจหลายประเภท  เช่น  ผลิตสินค้า  ให้บริการ  และรับทำบัญชีด้วย  ต้องจดทะเบียนหรือไม่
คำตอบ   หากนิติบุคคลมีรายละเอียดวัตถุในการประกอบกิจการให้บริการด้านการสอบบัญชี  หรือด้านการทำบัญชีตามที่ยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  นิติบุคคลนั้นก็ต้องจดทะเบียนต่อสภาวิชาชีพบัญชีด้วยตามมาตรา 11  แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547  และจัดให้มีหลักประกันและแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับหลักประกัน

15. คำถาม  นิติบุคคลที่ให้บริการทั้งทำบัญชีและสอบบัญชี  ต้องคำนวณหลักประกันอย่างไร
      คำตอบ
  ต้องนำรายได้ทั้งทำบัญชีและสอบบัญชีมารวมกันและพิจารณาว่ารายได้หรือทุนมากกว่า จึงคำนวณร้อยละ3 จากรายการนั้น

16. คำถาม   หากใช้การคำนวณหลักประกันจากรายได้ของรอบปีที่ผ่านมา  แต่นิติบุคคลจะจัดทำหลักประกันมากกว่าร้อยละ3 ได้หรือไม่
      คำตอบ
   ได้

17. คำถาม   หากรายได้มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละปี บัญชีเงินฝากที่ใช้เป็นหลักประกันสามารถใช้บัญชีเงินฝากเดิม  แต่เพิ่มจำนวนเงิน หรือลดจำนวนเงินได้หรือไม่ หรือต้องเปิดบัญชีใหม่
       คำตอบ
   ใช้บัญชีเงินฝากเดิม หรือจะเปิดบัญชีใหม่ก็ได้

18. คำถาม    หากนิติบุคคลปิดงบไม่ทันภายใน 60 วัน จะต้องนำหลักฐานใดสำหรับการจัดให้มีหลักประกัน
      คำตอบ
    บริษัทต้องรวบรวมรายได้  จากใบเสร็จ หรือรายการรับชำระที่ได้จากการประกอบวิชาชีพบัญชีด้านการสอนบัญชี 
      หรือด้านการทำบัญชี โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันปิดงบ

19. คำถาม   ประเภทของหลักประกันของบัตรเงินฝากเป็นของบุคคล  หรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนามได้หรือไม่
      คำตอบ
ไม่ได้  ต้องเป็นชื่อของนิติบุคคลเท่านั้น

20. คำถาม   มีหลักเกณฑ์การลดหลักประกันหรือไม่
      คำตอบ
  การลดหรือเพิ่มหลักประกันต้องพิจารณาถึงรายได้หรือทุนหลังจากวันสิ้นรอบปีบัญชีของทุกปี

21. คำถาม   หนังสือค้ำประกันของธนาคาร (Bank Guarantee) ถือเป็นหลักประกันได้หรือไม่ และผู้ใดเป็นผู้รับผลประโยชน์
      คำตอบ
  ไม่ถือเป็นหลักค้ำประกัน  ตามประเภทที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

22. คำถาม   นิติบุคคลจะถอนหลักประกันที่แจ้งไว้ต่อสภาฯ ได้หรือไม่
       คำตอบ
   ไม่ได้  เพราะนิติบุคคลต้องดำรงหลักประกันเพื่อประกันความรับผิดต่อบุคคลที่สามตลอดระยะเวลาประกอบกิจการ  
                      ตามกฎกระทรวง ข้อ5 หากฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามย่อมมีความผิดตามมาตรา 66

23. คำถาม   นิติบุคคลได้ทำประกันไว้กับบริษัทประกันภัยในต่างประเทศอยู่แล้ว จะใช้ได้หรือไม่
       คำตอบ
   กฎกระทรวงไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยไว้ แต่ควรเลือกทำประกันกับบริษัทในประเทศจะได้รับความคุ้มครองมากกว่า เพราะสำนักงาน คปภ. เป็นผู้กำกับดูแลบริษัทประกันภัยในประเทศ หากเป็นบริษัทประกันภัยในต่างประเทศ หากเกิดความเสียหายอาจเกิดปัญหาในการเรียกร้องสินไหมทดแทน

24. คำถาม  กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีการขยายเวลายื่นงบการเงินได้ สภาวิชาชีพบัญชีจะขยายเวลาผ่อนผันการแจ้งหลักประกันหรือไม่
       คำตอบ
การขยายเวลาการยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  เป็นอำนาจของอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพิจารณาสั่งให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีได้ตาม 11  แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ส่วนกฎกระทรวงกำหนดความรับผิดต่อบุคคลที่สามของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี พ.ศ.2553 ประกอบพระราชบัญญัติวิชาชีพพ.ศ.2547 ไม่ได้กำหนดให้วิชาชีพบัญชี หรือกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีมีอำนาจพิจารณาขยายเวลาผ่อนผันการแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับหลักประกันได้

25. คำถาม   การจัดให้มีหลักประกันร้อยละ3 นั้น จะต้องจัดสะสมไว้แต่ละปี หรือ เป็นการคงหลักประกันไว้ที่ร้อยละ3 ของทุนหรือรายได้ในรอบปีที่ผ่านมาเท่านั้น
      คำตอบ
   ไม่มีการสะสมหลักประกันในแต่ละวันสิ้นรอบปีบัญชี แต่ต้องคำนวณใหม่เพื่อจัดให้มีหลักประกันและแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับหลักประกันใหม่ หากมีการเพิ่มทุนหรือลดทุน  หรือรายได้เพิ่มขึ้นหรือรายได้ลดลง ในแต่ละวันสิ้นรอบปีบัญชี

26. คำถาม  นิติบุคคลมีรายได้ลดลงจากปีก่อน  ต้องจัดให้มีหลักประกันร้อยละ3 จากทุนจดทะเบียนใช่หรือไม่
      คำตอบ
หากรายได้ลดลงจนน้อยกว่าทุนจดทะเบียน ให้คำนวณร้อยละ3 ของทุนจดทะเบียน

27. คำถาม   นิติบุคคลมีเงินฝากประจำไม่เพียงพอ จะใช้หลักประกันประเภทอื่นร่วมด้วยได้หรือไม่
      คำตอบ
  ได้ ตามกฎกระทรวงข้อ3

28. คำถาม  นิติบุคคลมีเงินฝากประจำประเภท 1 ปีอยู่แล้ว สามารถนำบัญชีที่มีอยู่มาใช้เป็นหลักประกันได้หรือไม่หรือต้องเปิดบัญชีใหม่แยกอีก1 บัญชี
       คำตอบ
ได้ หากบัญชีเงินฝากดังกล่าวเปิดบัญชีในนามของนิติบุคคลนั้นๆ

29. คำถาม   ในกรณีวงเงินในบัตรเงินฝากสูงกว่าวงเงินหลักประกัน จะมีวิธีการแยกเฉพาะส่วน หรือ กำหนดวงเงินประกันสำหรับบัตรเงินฝากแยกต่างหากออกจากกันอย่างไร
       คำตอบ
   ให้ถือปฏิบัติตามกฎกระทรวงข้อ4 กล่าวคือ จำนวนของหลักประกันตามข้อ3(2)(3)และ(4)ให้ถือตามจำนวนเงินที่ปรากฏในตราสารนั้น ส่วนหลักประกันตามข้อ 2(5) ให้ถือตามจำนวนเงินซึ่งเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย

บริการขอหนังสือรับรองบริษัทผ่านธนาคารพาณิชย์

กระทรวงพาณิชย์ จับมือ 6 ธนาคารชั้นนำ ให้บริการออกหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ e-Certificate

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ร่วมมือกับ 6 ธนาคารชั้นนำของประเทศ  สร้างมิติใหม่ของนวัตกรรมการให้บริการอย่างมืออาชีพ  ภายใต้โครงการ  “บริการหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์   (e-Certificate) ผ่านธนาคาร” 

นายศิริวัฒน์  ขจรประศาสน์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลที่มีหน้าที่ให้บริการออกหนังสือรับรองนิติบุคคล  รับรองสำเนาเอกสารทะเบียนนิติบุคคล  บัญชีรายชื่อ  ผู้ถือหุ้น   และงบการเงิน ตลอดจนการบริการตรวจค้นข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล  ซึ่งเดิมผู้รับบริการต้องเดินทางไปติดต่อด้วยตนเองที่หน่วยงานของกรมฯ  ทั้ง  86 แห่ง ทั่วประเทศ ได้พัฒนาโดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้สนับสนุนและพัฒนาช่องทางการให้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวก  ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับผู้ใช้บริการ มาอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2555 ได้ผลักดันเพิ่มช่องทางการให้บริการภาคธุรกิจ ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยได้เล็งเห็นประโยชน์ของการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์  จึงจัดทำโครงการให้บริการออกหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์  หรือ  e-Certificate  ผ่านธนาคารขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการให้บริการแก่ผู้ประกอบธุรกิจ  ซึ่งโครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับธนาคารพาณิชย์  6  ธนาคารประกอบด้วย  ธนาคารกรุงเทพ  ธนาคารกรุงไทย  ธนาคารออมสิน  ธนาคารกสิกรไทย  ธนาคารไทยพาณิชย์  และธนาคารธนชาต  โดยใช้สาขาของธนาคารเป็นจุดให้บริการทั่วประเทศ  เพื่อยกระดับการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ในการออกหนังสือรับรองนิติบุคคล เพื่อเตรียมรองรับจำนวนนิติบุคคลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกปี 

โดยผู้รับบริการสามารถทำรายการผ่านเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า   www.dbd.go.th    จากนั้นเลือกช่องทางการชำระเงินและขอรับเอกสารได้ที่ธนาคารพันธมิตรใกล้บ้านได้ภายใน  15 นาที  ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจมีความสะดวก  คล่องตัว  ประหยัดเวลา  และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง  อันจะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพ  ทันต่อสถานการณ์และสอดคล้องกับความต้องการในการดำเนินธุรกรรมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐในการประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่าย  และทรัพยากรบุคคลในการให้บริการ ซึ่งพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ

โดยได้รับเกียรติจากท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง) เป็นประธาน พิธีเปิดการให้บริการ ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สนามบินน้ำ ในวันที่  20  มกราคม 2555 โดยในระยะแรกนี้ ผู้รับบริการสามารถใช้บริการได้ที่ธนาคารกรุงเทพ เฉพาะสาขาในกรุงเทพฯ  34  สาขา ธนาคารกรุงไทย  120  สาขา ธนาคารออมสิน  190  สาขา และแต่ละธนาคารจะทยอยเปิดให้บริการให้ครบทุกสาขาทั่วประเทศต่อไป

ที่มา..กระทรวงพาณิชย์

พัฒนารูปแบบงบการเงินแบบใหม่ รายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน

นางสาวพิกุล  ทักษิณวราจาร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ยกร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินแบบใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้เผยแพร่ร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินดังกล่าวทางเวปไซต์ของกรม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีและผู้ที่สนใจได้มีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรูปแบบงบการเงินได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งได้จัดสัมมนาเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาชีพบัญชี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบการเงิน เช่น สภาวิชาชีพบัญชี สถาบันการศึกษา สำนักงานสอบบัญชีและสำนักงานรับทำบัญชี เป็นต้น

สำหรับวัตถุประสงค์และสาระสำคัญของการยกร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินใหม่ เพื่อให้รูปแบบและความหมายของรายการในงบการเงินเป็นปัจจุบัน และสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีที่มีการปรับปรุง และมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะซึ่งสภาวิชาชีพบัญชีได้จัดทำขึ้นใหม่ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้กำหนดรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินสำหรับธุรกิจไว้ 5 แบบเช่นเดิม คือ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน (แบบ 1)  บริษัทจำกัด (แบบ 2) บริษัทมหาชนจำกัด (แบบ 3) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ (แบบ 4) และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร (แบบ 5)  ซึ่งมีแนวคิดในการกำหนดรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน ดังนี้

  • รูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินของบริษัทมหาชนจำกัด (แบบ 3)   กำหนดขึ้นโดยอ้างอิงจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภาวิชาชีพบัญชีประกาศกำหนดตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Report Standard : IFRS)
  • รูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน (แบบ 1)   บริษัทจำกัด (แบบ 2)  นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ (แบบ 4) และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร (แบบ 5) กำหนดขึ้นโดยอ้างอิงมาจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for Non-Publicly Accountable Entities : TFRS  for  NPAEs) 

รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินแบบใหม่นี้ จะเริ่มมีผลบังคับใช้กับงบการเงินที่มีรอบปีบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป  ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นที่ได้จากการสัมมนาและผ่านทางเวปไซต์ของกรมยังมีบางประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบการเงิน เห็นว่าควรมีการทบทวนปรับปรุงรายการพร้อมทั้งความหมายของรายการเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น  รวมทั้งขอให้พิจารณาจัดอบรมสัมมนาเกี่ยวกับร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินแบบใหม่ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับธุรกิจในการจัดทำงบการเงินรอบปี 2554 ซึ่งเมื่อได้ปรับปรุงร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินแบบใหม่เป็นที่เรียบร้อย จะจัดให้มีการอบรมสัมมนาเพื่อสร้างความเข้าใจร่างรูปแบบรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงินแบบใหม่เพื่อเผยแพร่ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบต่อไป

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตือนข้อบกพร่องที่พบสำหรับผู้ยื่นงบการเงินปี 2554

นายอิทธิพล  ช้างหลำ  รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  เปิดเผยว่า  ตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  มีพันธกิจให้บริการข้อมูลธุรกิจจะต้องมีความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นคลังข้อมูลที่สมบูรณ์สำหรับงบการเงิน  โดยได้มีกระตุ้นเตือนอย่างต่อเนื่องให้ผู้มีหน้าที่นำส่งงบการเงิน นำส่งงบการเงินตามเวลาที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนให้ความรู้ในเรื่องการเตรียมเอกสารการนำส่ง เพื่อให้การนำส่งมีความถูกต้อง ผู้ประกอบธุรกิจสามารถ   นำข้อมูลไปใช้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบงบการเงินของผู้มีหน้าที่ยื่นงบการเงินต่อ กรมฯ  ที่ผ่านมาได้พบข้อบกพร่องในเอกสารนำส่งงบการเงิน ดังนี้

  1. ในแบบ ส.บช.3 และงบการเงิน กรรมการผู้มีอำนาจไม่ลงลายมือชื่อ
  2. ไม่ประทับตราให้ครบถ้วน หรือตราที่ประทับไม่ใช่ของนิติบุคคลนั้นๆ
  3. รอบปีบัญชีในรายงานผู้สอบบัญชีไม่ตรงกับเอกสารงบการเงิน หรือไม่เป็นไปตามข้อบังคับของนิติบุคคลที่ได้จดทะเบียนไว้
  4. ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตไม่ระบุวันที่ในรายงานการสอบบัญชี
  5. ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตระบุวันที่ในรายงานการสอบบัญชีก่อนวันปิดบัญชี
  6. ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตระบุวันที่ในรายงานการสอบบัญชี หลังวันที่ประชุมอนุมัติงบการเงิน
  7. งบการเงินของบริษัท ไม่ระบุวันประชุมอนุมัติงบการเงินในหน้างบดุล
  8. กรณีบริษัทมหาชน ไม่มีสำเนารายงานการประชุมที่อนุมัติงบการเงิน
  9. วันประชุมสามัญประจำปีในงบการเงินไม่ตรงกับวันที่ประชุมสามัญประจำปีในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น(บอจ.5)
  10. ระบุวันที่ประชุมอนุมัติงบการเงินก่อนวันปิดรอบปีบัญชี
  11. ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตไม่แจ้งรายชื่อธุรกิจก่อนการนำส่งงบการเงิน
  12. ชื่อนิติบุคคล หรือประเภทนิติบุคคลในรายงานการสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ไม่ตรงกับในงบการเงิน
  13. ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่เข้าหลักเกณฑ์ต้องได้รับการตรวจสอบ และแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ไม่แนบรายงานการสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

“จึงขอย้ำเตือนให้ผู้มีหน้าที่ยื่นงบการเงิน  โปรดตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วน ของงบการเงินก่อน  นำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  สำนักข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 0-2547-4370,  0-2547-4385 และ 547-4390-1  โทรสาร 0-2547-4386 และ 0-2547-4377

กระทรวงพาณิชย์ / 25 พฤษภาคม 2554

แจ้งเตือนธุรกิจต้องส่งงบการเงินภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2554

แบบนำส่ง สบช.3 ผมหา Link ไว้ให้แล้วนะครับ แบบ สบช.3 เข้าไป Donwnload ได้เลย

ส่วนปีนี้ 2554 การยื่นงบ มีส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาของกรุงเทพมหานคร คือ สามารถยื่นที่ศูนย์ย่อยได้ ไม่จำเป็นต้องไปที่กระทรวงพาณิชย์ตรงสนามบินน้ำก็ได้ โดยสามารถยื่นที่ศูนย์ย่อยสาขาปิ่นเกล้า พหลโยธิน รัชดาภิเษก สุรวงศ์ และที่ศรีนครินทร์ ก็ได้ อันนี้เป็นที่อยู่นะครับ เผื่อใครไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน คลิ๊กเพื่อดูที่ตั้งเขต 1-5 ในแต่ละเขต ถ้ากดเข้าไปจะพบแผนที่ตั้งเขต อยู่ด้วยนะครับ

เรื่อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แจ้งเตือนธุรกิจต้องส่งงบการเงิน ภายใน 31 พฤษภาคม 2554

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แจ้งเตือนธุรกิจกว่า 400,000 รายที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ต้องนำส่งงบการเงินรอบปี 2553 ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2554 นี้

นายอิทธิพล  ช้างหลำ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอแจ้งเตือนผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ ที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2553 มีหน้าที่ต้องนำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด  ถ้าเป็นกรณีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องนำส่งงบการเงินภายในห้าเดือนนับแต่วันปิดรอบบัญชี คือ ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2554  สำหรับกรณีบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด ต้องนำเสนองบการเงินต่อผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติในที่ประชุมใหญ่  ภายในสี่เดือนนับแต่วันปิดรอบบัญชี โดยต้องอนุมัติงบการเงินภายในเดือนเมษายน 2554 และต้องนำส่งงบการเงินภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น สำหรับธุรกิจที่ ไม่นำส่งงบการเงิน หรือไม่ส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจะมีความผิดต้องโทษปรับ  โดยกรมฯ เป็นผู้ดำเนินคดีกับธุรกิจที่ไม่นำส่งงบการเงินทุกราย 

รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยนโยบายกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเน้นการให้บริการที่รวดเร็ว ลดขั้นตอน เพื่ออำนวยความสะดวก และตอบสนองความต้องการของประชาชนผู้มารับบริการจำนวนมาก โดยตั้งแต่ปี 2553  กรมฯ  ได้ลดจำนวนงบการเงินที่ต้องนำส่งเหลือเพียงชุดเดียวทั่วประเทศ  ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจสามารถนำส่งงบการเงินได้ 2 ช่องทาง คือ

  1. ทางไปรษณีย์ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ
  2. นำส่งด้วยตนเอง ณ หน่วยงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ดังนี้ 
    1. กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนทบุรี
    2. สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 1 – 5  กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย สาขาปิ่นเกล้า  พหลโยธิน  รัชดาภิเษก  สุรวงศ์  และศรีนครินทร์
    3. สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ทั่วประเทศ และอีก 4 สาขาที่เปิดให้บริการใหม่ ได้แก่ สาขาหัวหิน พัทยา สมุย และแม่สอด

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนธุรกิจผู้มีหน้าที่ส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ให้รีบนำส่งงบการเงินของท่านภายในระยะเวลาที่กำหนด

ผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้มีหน้าที่ต้องนำส่งงบการเงิน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   ส่วนบริหารจัดการข้อมูลธุรกิจ   สำนักข้อมูลธุรกิจ  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  โทร. 0-2547-4370, 0 2547-4385  หรือที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดทั่วประเทศ  และขอรับแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ได้ตามหน่วยงานรับงบการเงินของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือดาวน์โหลดแบบพิมพ์ จากเว็บไซต์ www.dbd.go.th หัวข้อ e-Service, บริการกรม, ดาวน์โหลดแบบพิมพ์ หรือที่ www.Google.co.th ค้นหารายการโดยพิมพ์ “แบบนำส่งงบการเงิน”

ขยายระยะเวลาการยื่นงบการเงินประจำปี 2552 ออกไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553

ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
เรื่อง ขยายระยะเวลาการยื่นงบการเงินประจำปี 2552 (ฉบับที่ 2)
พ.ศ.2553
-------------------------------------------------------------------
ตามที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกประกาศเรื่อง ขยายระยะเวลาการยื่นงบการเงิน ประจำปี 2552 พ.ศ.2553 ลงวันที่ 23 เมษายน 2553 เพื่อขยายระยะเวลาการยื่นงบการเงินสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นห้างหุ้น ส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด นิติบุคคลต่างประเทศ ที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย และกิจการร่วมค้า ที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ในท้องที่เขตสาธร เขตบางรัก และเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 แล้วนั้น

เนื่องจากปรากฏว่าเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมืองได้ขยาย พื้นที่ออกไปทุกท้องที่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดังนั้นเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงให้ขยายระยะเวลายื่นงบการเงินสำหรับผู้ประกอบ ธุรกิจที่เป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด นิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย และกิจการร่วมค้าที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดปทุมธานี ออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553 เพิ่มเติม

ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2553

(นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์)
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

law_balance

อบรม CPD เรื่องก้าวทันรายงานทางการเิงินฉบับใหม่

แนะนำอบรม CPD ราคาถูก (300 บาท) และนับชั่วโมง CPD ได้รวม 6 ชั่วโมง ผมเองก็สมัคร ปิดรับวันที่ 20 พฤศจิกายน นะครับ รายละเีอียดตามด้านล่าง
ด้วยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ออกประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งประกาศฉบับนี้ จะใช้สำหรับการจัดทำงบการเงินของธุรกิจทั่วประเทศที่มีรอบปีบัญชีเริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป ในการนี้เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำงบการเงินตามประกาศฉบับใหม่กับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเตรียมพร้อมในการปฏิบัติตามประกาศฉบับใหม่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้จัดการสัมมนา เรื่อง “ก้าวทันรายงานทางการเงินฉบับใหม่” ในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2551 ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูมอาคารชาเลนจ์เจอร์ ศูนย์การประชุมอิมแพค เมืองทองธานี เวลา 08.00 - 16.30 น.โดยมีค่าธรรมเนียมในการสัมมนาท่านละ 300 บาท และในการสัมมนาครั้งนี้ สามารถนับเป็นชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องได้ เป็นเรื่อง การบัญชี 3 ชั่วโมง 30 นาที และเรื่องอื่น ๆ 2 ชั่วโมง 30 นาที
ทั้งนี้ ท่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่นี่

ประกาศ เรื่อง การจดทะเบียนข้อบังคับของบริษัทจำกัด

ด้วยคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่อง ข้อบังคับของบริษัทจำกัด ดังนี้

 

1. ข้อบังคับของบริษัทซึ่งกำหนดให้กรรมการสามารถมอบฉันทะให้บุคคลอื่นเข้าประชุม และออกเสียงแทนได้นั้น เป็นข้อบังคับที่ส่งผลให้มีการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย ถือเป็นข้อบังคับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะมิได้มีการเพิกถอนการจดทะเบียนข้อบังคับดังกล่าว บริษัทที่จดทะเบียนข้อบังคับในลักษณะนี้ไว้ก็ไม่สามารถถือปฏิบัติตามข้อบังคับนั้นได้อีกต่อไป

 

2. ตามบทบัญญัติในมาตรา 1160 มาตรา 1161 มาตรา 1162 และมาตรา 1163 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดวิธีการประชุมกรรมการไว้แล้ว เพื่อ ให้กรรมการแต่ละคนได้มาประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันเกี่ยวกับการ ดำเนินกิจการของบริษัทก่อนการลงมติในเรื่องใดๆ แม้ว่าตามมาตรา 1158 จะกำหนดให้บริษัทสามารถกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับอำนาจกรรมการเป็นอย่างอื่นได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าสามารถกำหนดข้อบังคับให้ไม่ต้องมีการประชุมกรรมการได้ เนื่องจากการกำหนดข้อบังคับลักษณะดังกล่าวเป็น การหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายตามมาตรา 1160 มาตรา 1161 มาตรา 1162 และมาตรา 1163 บริษัทที่จดทะเบียนข้อบังคับในลักษณะนี้ไว้แล้วก็ไม่สามารถถือปฏิบัติตามข้อบังคับนั้นได้อีกต่อไป

 

ดังนั้น เพื่อให้บริษัทจำกัดปฏิบัติโดยถูกต้องตามกฎหมาย บริษัทที่จดทะเบียนข้อบังคับในลักษณะตามข้อ 1. และ 2. ดังกล่าวข้างต้นไว้แล้ว จึงควรจดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับของบริษัทให้ถูกต้อง

 

ที่มา.. ข่าวกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์

วันที่ 16 กันยายน 2551

ข้อแตกต่างการจดทะเบียนแบบเก่ากับแบบใหม่

มาดูข้อแตกต่างของระเบียบการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท ปี 2538 และปี 2549 ว่ามีอะไรแตกต่างกันบ้าง คลิ๊ก

สรุปสาระสำคัญการแก้ไข ปพพ.ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัท​ ​มีผลบังคับใช้ 1 กรกฎาคม 2551

การแก้ไข ป.พ.พ. ว่าด้วย หุ้นส่วนบริษัท เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็วในการ

จัดตั้งธุรกิจ และความน่าเชื่อถือในการติดต่อธุรกิจการค้า

-----------------

ตามที่ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัท ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไป สาระสำคัญของการแก้ไขเป็นเรื่องที่ ผู้ประกอบธุรกิจจะได้รับความสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอนช่วยส่งเสริมการจัดตั้งธุรกิจ และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการติดต่อทำธุรกิจการค้า

สรุปประเด็นสำคัญ มีดังต่อไปนี้

1. มาตรการเพิ่มความสะดวกรวดเร็วแก่ธุรกิจ

1.1 ลดจำนวนผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทจาก 7 คน เหลือเพียง 3 คน และ

สามารถจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจัดตั้งบริษัทภายในวันเดียวกัน (จากเดิมที่ต้องแยกการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิก่อนแล้วจึงออกหนังสือนัดประชุมตั้งบริษัท โดยต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน หลังการประชุม แล้วจึงมาขอจดทะเบียนตั้งบริษัทได้)

1.2 สามารถแปรสภาพห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลและห้างหุ้นส่วนจำกัด

เป็นบริษัทจำกัด โดยใช้ชื่อเดิมได้(จากเดิมหากต้องการเปลี่ยนเป็นบริษัทจะต้องจดทะเบียนเลิกห้างแล้วจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่ และไม่สามารถใช้ชื่อเดิมของห้างเพื่อการจัดตั้งบริษัทได้)

1.3 การประชุมใหญ่เพื่อให้เป็นมติพิเศษตามกฎหมายเดิมกำหนดให้

ต้องประชุมสองครั้ง แก้ไขให้ประชุมเพียงครั้งเดียว

1.4 ลดการประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ ในกรณีต้องการลดทุนและ

ควบบริษัท จากเดิมต้องลง 7 ครั้ง เหลือเพียงครั้งเดียว และลดระยะเวลาการคัดค้านของเจ้าหนี้ลงด้วย นอกจากนั้นยังลดการประกาศโฆษณาทางหน้าหนังสือพิมพ์ในเรื่องอื่น ๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้จากเดิมสองครั้งเหลือเพียงครั้งเดียวทั้งหมด

1.5 ยกเลิกการส่งหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับฉบับตีพิมพ์ต่อนาย

ทะเบียน

2. มาตรการเพิ่มความน่าเชื่อถือในการลงทุนและติดต่อธุรกิจการค้า

2.1 บริษัทจำกัดที่จัดตั้งแล้วหากมีการบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่จะต้อง

ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์อย่างน้อยหนึ่งครั้ง และต้องส่งทางไปรษณีย์ตอบรับด้วย เพื่อเป็นมาตรการรักษาประโยชน์ของผู้ถือหุ้น (ทั้งนี้เดิมกำหนดให้เรียกประชุมโดยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้)

2.2 กำหนดให้นายทะเบียนมีอำนาจขีดชื่อห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

ออกจากทะเบียนเป็นห้างร้างได้ (จากเดิมดำเนินการได้เฉพาะบริษัทจำกัดเท่านั้น)

2.3 กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนและบริษัทที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน

สิ้นสภาพนิติบุคคล และไม่สามารถตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อชำระสะสางทรัพย์สินหนี้สินของตนอีกต่อไป แต่อาจร้องขอต่อศาลเพื่อสั่งให้นายทะเบียนจดชื่อคืนสู่ทะเบียนได้ ทั้งนี้ต้องร้องขอภายในสิบปีนับแต่วันถูกขีดชื่อออกจากทะเบียน

เนื่องจากการแก้ไขประเด็นกฎหมายดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิทธิ หน้าที่ และความ

รับผิดของผู้ประกอบธุรกิจและนายทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท บุคคลที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องทราบและดำเนินการให้ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจมีผลให้การยื่นขอจดทะเบียนในกรณีต่าง ๆ มีปัญหา

การแก้ไขกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัทดังกล่าวข้างต้น เป็นการเปลี่ยนแปลง

บทบัญญัติที่ใช้มานานตั้งแต่ พ.ศ. 2472 หรือประมาณ 79 ปี อันจะเป็นผลทำให้การจัดตั้งและการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมีความสะดวกคล่องตัวและมีข้อมูลทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือในการติดต่อค้าขายต่อไป จึงได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทำการประชาสัมพันธ์ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ รวมทั้งการอบรมสัมนาผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องและนายทะเบียน โดยขอให้ดำเนินการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้

 

**********************

ที่มา.. กระทรวงพาณิชย์

เตือนให้ระวังการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด อาจขัดต่อกฎหมาย

จากการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนบริษัท ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไป ได้มีการแก้ไขวิธีการเกี่ยวกับการนัดเรียกและการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด ดังนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงขอเตือนผู้ประกอบธุรกิจในรูปแบบบริษัทจำกัดดำเนินการเกี่ยวกับการประชุมใหญ่ให้ถูกต้องตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มิฉะนั้นมติของที่ประชุมอาจไม่มีผลตามกฎหมายและเป็นปัญหาต่อธุรกิจของบริษัทในภายหลังได้ โดยบริษัทจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายใหม่ ดังนี้

1. การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติสามัญ

การนัดเรียกประชุมต้องลงพิมพ์โฆษณาอย่างน้อยหนึ่งครั้งในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ และต้องส่งหนังสือนัดประชุมโดยทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้ต้องดำเนินการก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน ทั้งสองประการ

2. การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษ

การประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษจะลดการประชุมจาก 2 ครั้ง เหลือเพียงครั้งเดียว แต่ต้องบอกกล่าวการประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 14 วัน โดยลงพิมพ์โฆษณาทางหนังสือพิมพ์และส่งหนังสือนัดประชุมควบคู่กันเช่นเดียวกับกรณีปกติ และมติจะต้องได้คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม

3. ข้อบังคับของบริษัทที่ขัดต่อกฎหมายใหม่

หากบริษัทกำหนดข้อบังคับไว้ขัดต่อกฎหมายใหม่ ข้อบังคับนั้นไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป เช่น การกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการนัดเรียกและการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นที่แตกต่างจากกฎหมายใหม่ เว้นแต่ข้อแตกต่างดังกล่าวมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์กำหนดไว้ในกฎหมายใหม่ บริษัทจึงควรที่จะต้องแก้ไขข้อบังคับดังกล่าวเสียให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่

4. มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ได้จัดประชุมก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2551

หากบริษัทนำมติดังกล่าวมายื่นจดทะเบียนหลังวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 นายทะเบียนจะพิจารณาคำขอจดทะเบียนตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของบริษัทที่ใช้อยู่ก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2551

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซด์ www.dbd.go.th หรือ สอบถามได้ที่ ส่วนส่งเสริมและพัฒนาการจดทะเบียน โทร. 0 2547 4940

************

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

พฤษภาคม 2551

การรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี

ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี
พ.ศ. 2550
---------------------------------------
เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจสำนักงานบัญชีมีการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพและเป็นที่น่าเชื่อถือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้กำหนดให้มีการออกหนังสือรับรองคุณภาพให้แก่สำนักงานบัญชี ที่ผ่านการตรวจประเมินการปฏิบัติตามข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี และกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ในประกาศนี้
"สำนักงานบัญชี" หมายถึง สำนักงานที่มีการให้บริการด้านการทำบัญชี ไม่ว่าจะจัดตั้งในรูปของนิติบุคคล คณะบุคคล หรือบุคคลธรรมดา
"ผู้ทำบัญชี" หมายถึง ผู้ทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ที่สังกัดในสำนักงานบัญชี
"ผู้ช่วยผู้ทำบัญชี" หมายถึง ผู้ช่วยของผู้ทำบัญชีที่สังกัดในสำนักงานบัญชี
"ข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี" หมายถึง ข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีที่แนบท้ายประกาศนี้และที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป
"หนังสือรับรอง" หมายถึง หนังสือรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกให้แก่สำนักงานบัญชีที่ผ่านการตรวจประเมินตามข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี
"กรม" หมายถึง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
"อธิบดี" หมายถึง อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ข้อ 2 สำนักงานบัญชีที่จะยื่นคำขอรับหนังสือรับรองต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(1) รับทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ไม่น้อยกว่า 30 ราย
(2) หัวหน้าสำนักงานต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี ปฏิบัติงานเต็มเวลา มีประสบการณ์ด้านการทำบัญชีมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีต่อกรมไว้แล้ว - 2 -
(3) มีผู้ช่วยผู้ทำบัญชีที่มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชีและปฏิบัติงานเต็มเวลาอย่างน้อย 1 คน
(4) มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
(5) ประกอบธุรกิจสำนักงานบัญชีมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี
(6) ไม่เคยถูกเพิกถอนหนังสือรับรอง เว้นแต่พ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
(7) ไม่เคยฝ่าฝืนเงื่อนไขที่กำหนดใน ข้อ 8 (6) และ (7) เว้นแต่พ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
(8) หัวหน้าสำนักงานต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(9) ในกรณีที่สำนักงานบัญชีจัดตั้งในรูปคณะบุคคลหรือนิติบุคคล ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือกรรมการ แล้วแต่กรณี ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านการให้บริการรับทำบัญชีต้องมีคุณสมบัติตาม (2) และ(8) ด้วย
ข้อ 3 การยื่นคำขอรับหนังสือรับรองให้ใช้แบบ ร.สบ.1 ที่แนบท้ายประกาศฉบับนี้พร้อมกับแนบเอกสารหลักฐานตามที่กำหนดไว้ในแบบ ร.สบ.1 และยื่นต่อสำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
ข้อ 4 ในกรณีสำนักงานบัญชีมีสำนักงานหลายแห่งแยกต่างหากจากกันให้แยกคำขอของแต่ละสำนักงานที่ประสงค์จะขอหนังสือรับรอง โดยสำนักงานแต่ละแห่งที่ยื่นคำขอจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดใน ข้อ 2 (1) (2) (3) (5) (6) (7) และ (8)
ข้อ 5 สำนักงานบัญชีที่ยื่นคำขอรับหนังสือรับรองต้องรับการตรวจประเมินคุณภาพจากหน่วยงานที่กรมกำหนด ดังนี้
(1) สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) หรือ
(2) สถาบันหรือหน่วยงานอื่นที่อธิบดีให้ความเห็นชอบ
ทั้งนี้ สำนักงานบัญชีเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินทุกครั้งตามอัตราที่หน่วยงานผู้ตรวจประเมินเรียกเก็บ
ข้อ 6 สำนักงานบัญชีที่ผ่านการตรวจประเมินตามข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีแล้วจะได้รับหนังสือรับรอง และกรมจะเผยแพร่ชื่อและที่ตั้งของสำนักงานบัญชีดังกล่าวให้สาธารณชนทราบ
ข้อ 7 หนังสือรับรองมีกำหนดอายุ 3 ปี นับแต่วันที่ออกหนังสือรับรอง
สำนักงานบัญชีที่จะขอต่ออายุหนังสือรับรองต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดใน ข้อ 2 (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8) และ (9)
การยื่นคำขอต่ออายุหนังสือรับรองให้ใช้แบบ ร.สบ.2 ที่แนบท้ายประกาศฉบับนี้พร้อมกับแนบเอกสารหลักฐานตามที่กำหนดไว้ในแบบ ร.สบ.2 และยื่นต่อสำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ภายใน 90 วัน ก่อนวันที่หนังสือรับรองสิ้นอายุ - 3 -
ข้อ 8 สำนักงานบัญชีที่ได้รับหนังสือรับรอง มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีตลอดระยะเวลาที่ได้รับการรับรอง ซึ่งรวมถึงในกรณีที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดในภายหลังด้วย
(2) ต้องรับการตรวจประเมินคุณภาพปีละ 1 ครั้ง ซึ่งอาจเป็นการตรวจประเมินใหม่ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนตามความเหมาะสม
(3) ต้องไม่นำหนังสือรับรองไปใช้ในทางที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อกรม หรือนำไปใช้อ้างอิงต่อบุคคลอื่นในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
(4) ให้ความร่วมมือกับผู้ตรวจประเมินทุกครั้ง และยินยอมให้หน่วยงานอื่นที่กรมเห็นสมควรให้เข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจประเมนได้ รวมทั้งต้องส่งมอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรับรองคุณภาพที่เป็นปัจจุบันให้แก่กรมและผู้ตรวจประเมิน เมื่อได้รับการร้องขอ
(5) ในกรณีที่ประสงค์จะยกเลิกการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีหรือเลิกประกอบกิจการด้านการทำบัญชี ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้กรมทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน โดยใช้แบบ ร.สบ.3 ที่แนบท้ายประกาศฉบับนี้พร้อมกับแนบเอกสารหลักฐานตามที่กำหนดไว้ในแบบ ร.สบ.3
(6) ในกรณีที่ถูกเพิกถอนหนังสือรับรองหรือมีการแจ้งขอยกเลิกการรับรอง หรือเลิกประกอบกิจการด้านการทำบัญชีจะต้องส่งคืนหนังสือรับรองให้แก่กรมภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งหรือวันยกเลิกการรับรองหรือวันเลิกประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี
(7) ในกรณีที่ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนหนังสือรับรอง หรือมีการแจ้งขอยกเลิกการรับรองหรือเลิกประกอบกิจการด้านการทำบัญชี ต้องยุติการใช้สิ่งพิมพ์ สื่อโฆษณา ที่มีการอ้างอิงถึงการได้รับการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี
(8) ต้องจัดทำและเก็บรักษารายการบันทึกข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีรวมทั้งผลการดำเนินการกับข้อร้องเรียนทั้งหมด และต้องส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้แก่กรมหรือผู้ตรวจประเมิน เมื่อได้รับการร้องขอ
ข้อ 9 ในกรณีที่มีการย้ายที่ตั้งสำนักงานหรือมีการเปลี่ยนแปลงในสำนักงานที่เป็นสาระสำคัญ เช่น การโอนกิจการ การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง เป็นต้น สำนักงานบัญชีที่ได้รับหนังสือรับรองจะต้องแจ้งการย้ายหรือการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่อกรมภายใน 30 วันนับแต่วันที่ย้ายหรือวันที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วแต่กรณี โดยใช้แบบ ร.สบ.3 ที่แนบท้ายประกาศฉบับนี้พร้อมกับแนบเอกสารหลักฐานตามที่กำหนดไว้ในแบบ ร.สบ.3 และในกรณีดังกล่าวสำนักงานบัญชีจะต้องรับการตรวจประเมินคุณภาพใหม่ซึ่งอาจตรวจประเมินเพียงบางส่วนตามความเหมาะสมซึ่งเมื่อผ่านการตรวจประเมินแล้ว กรมจะออกหนังสือรับรองฉบับใหม่ให้โดยหนังสือรับรองฉบับใหม่มีอายุเท่ากับหนังสือรับรองฉบับเดิม
ข้อ 10 กรมอาจกำหนดให้มีการตรวจประเมินเพิ่มเติมหรือตรวจประเมินใหม่ทั้งหมดโดยไม่แจ้งให้สำนักงานบัญชีที่ได้รับหนังสือรับรองทราบล่วงหน้าได้ เมื่อมีเหตุดังต่อไปนี้ - 4 -
(1) มีเหตุที่น่าเชื่อว่าคุณภาพของสำนักงานบัญชีลดลง ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี
(2) มีการเปลี่ยนแปลงในสำนักงานที่เป็นสาระสำคัญและมีผลต่อการดำเนินงานของสำนักงานบัญชีที่ได้รับหนังสือรับรอง
(3) มีการร้องเรียนว่า สำนักงานบัญชีที่ได้รับหนังสือรับรองปฏิบัติไม่เป็นไปตามข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีและกรมพิจารณาเห็นว่าข้อร้องเรียนนั้นมีมูล
ข้อ 11 กรมอาจมีคำสั่งให้พักใช้หรือเพิกถอนหนังสือรับรองได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) หัวหน้าสำนักงานหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือกรรมการ แล้วแต่กรณี เป็นบุคคลล้มละลายถูกห้ามประกอบวิชาชีพบัญชีหรือถูกเพิกถอนสมาชิกภาพจากสภาวิชาชีพบัญชี
(2) ไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่กำหนดใน ข้อ 8 (1) (2) (3) (4) และ (8)
(3) กรณีอื่น ๆ ที่กรมพิจารณาแล้วเห็นว่าสำนักงานบัญชีอาจกระทำให้เกิดความเสียหายหรือมีผลกระทบต่อการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี
ข้อ 12 การพักใช้หนังสือรับรองครั้งหนึ่งให้มีกำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน และไม่เกิน 180 วัน
ข้อ 13 สำนักงานบัญชีที่ได้รับหนังสือรับรองรายใดถูกสั่งพักใช้หนังสือรับรองแล้ว หากมีเหตุที่กรมอาจสั่งพักหรือเพิกถอนหนังสือรับรองตาม ข้อ 11 ซ้ำอีก ภายในกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันถูกสั่งพักใช้หนังสือรับรองครั้งแรก กรมจะเพิกถอนหนังสือรับรอง
ข้อ 14 ในกรณีที่หนังสือรับรองชำรุด หรือสูญหาย หรือมีการเปลี่ยนชื่อสำนักงานบัญชี สำนักงานบัญชีอาจยื่นคำขอให้กรมออกใบแทนหนังสือรับรองให้ได้
ประกาศ ณ วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2550
คณิสสร นาวานุเคราะห์
(นายคณิสสร นาวานุเคราะห์)นายคณิสสร นาวานุเคราะห์าวานุเคราะห์
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
(เอกสารแนบท้าย ประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี พ.ศ. 2550)
ข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี
สารบัญ
หน้าที่
บทนำ 1
1. คำนิยาม 1
2. องค์ประกอบของระบบคุณภาพสำนักงานบัญชี 2
3. ความรับผิดชอบของผู้บริหารของสำนักงานบัญชี 3
4. ข้อกำหนดทางด้านจรรยาบรรณของสำนักงานบัญชี 4
5. กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าของสำนักงานบัญชี 8
6. การจัดการทรัพยากรของสำนักงานบัญชี 8
7. การปฏิบัติงานของสำนักงานบัญชี 9
8. การติดตาม ตรวจสอบ ของสำนักงานบัญชี 9
9. การจัดการเอกสารของสำนักงานบัญชี 9
ภาคผนวก 10
บทนำ
1. วัตถุประสงค์ของข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีนี้เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการกำกับและพัฒนาสำนักงานบัญชีให้มีการจัดทำบัญชีให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจและของตนเองเป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานการบัญชี และเพื่อพัฒนาและยกระดับสำนักงานบัญชีให้มีมาตรฐานเดียวกันและเป็นที่ยอมรับ
2. มาตรฐานที่ใช้เพิ่มเติมในข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี เป็นแนวทางที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพเฉพาะสำนักงานบัญชีที่ประสงค์จะรับการรับรองคุณภาพ ซึ่งประยุกต์มาจากการควบคุมคุณภาพมาตรฐานสากล 1 (International Standard on Quality Control (ISQC) 1) และมาตรฐาน มอก. 9001 ระบบบริหารงานคุณภาพ
3. สำนักงานบัญชีควรกำหนดรูปแบบระบบการควบคุมคุณภาพที่เหมาะสมแก่สำนักงานบัญชีเพื่อแสดงว่าสำนักงานบัญชีดำเนินการตามข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี
4. ข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชีสามารถนำไปใช้ได้กับทุกสำนักงานบัญชี
1. คำนิยาม
ระบบคุณภาพสำนักงานบัญชี หมายถึง ระบบที่มีการกำหนดนโยบายและวัตถุประสงค์ และการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดทิศทางและควบคุมองค์กรในเรื่องคุณภาพด้านการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามกฎหมายและ
มาตรฐานการบัญชี - 2 -
สำนักงานบัญชี หมายถึง สำนักงานที่ให้บริการด้านการทำบัญชี ซึ่งสำนักงานบัญชีอาจจัดตั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือนิติบุคคลก็ได้ โดยหัวหน้าสำนักงาน หรือผู้เป็นหุ้นส่วน หรือเป็นกรรมการแล้วแต่กรณี ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านการให้บริการรับทำบัญชีในสำนักงานอย่างน้อย 1 คน ต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี ปฏิบัติงานเต็มเวลาและแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีต่อกรมไว้แล้ว และมีผู้ช่วยผู้ทำบัญชีที่มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี
อย่างน้อย 1 คนปฏิบัติงานเต็มเวลาสังกัดอยู่
ผู้ทำบัญชี หมายถึง ผู้ทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ที่สังกัดในสำนักงานบัญชี
ผู้ช่วยผู้ทำบัญชี หมายถึง ผู้ช่วยของผู้ทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ที่สังกัดในสำนักงานบัญชี
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ทำบัญชี หมายถึง
- ผู้ช่วยผู้ทำบัญชีที่มีส่วนสำคัญต่อการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติงาน
- ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในสำนักงานบัญชี
- คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของผู้ทำบัญชี
- คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของผู้ช่วยผู้ทำบัญชีที่มีส่วนสำคัญต่อการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติงาน
- คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในสำนักงานบัญชี
- สำนักงานบัญชี
- บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ของสำนักงานบัญชี
ผู้บริหารระดับสูง หมายถึง ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในหน่วยงานที่ให้บริการด้านการจัดทำบัญชี
2. องค์ประกอบของระบบคุณภาพสำนักงานบัญชี
2.1 ระบบคุณภาพของสำนักงานบัญชีประกอบด้วยนโยบายและกระบวนการของแต่ละปัจจัยสำคัญซึ่งประกอบด้วย
2.1.1 ความรับผิดชอบของผู้บริหารของสำนักงานบัญชี
2.1.2 ข้อกำหนดทางด้านจรรยาบรรณของสำนักงานบัญชี
2.1.3 กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าของสำนักงานบัญชี
2.1.4 การจัดการทรัพยากรของสำนักงานบัญชี
2.1.5 การปฏิบัติงานของสำนักงานบัญชี
2.1.6 การติดตาม ตรวจสอบ ของสำนักงานบัญชี
2.1.7 การจัดการเอกสารของสำนักงานบัญชี
2.2 นโยบายคุณภาพและกระบวนการต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรและให้เหมาะสมกับสำนักงานบัญชี และ
สื่อสารให้แก่เจ้าหน้าที่ภายในสำนักงานบัญชีอย่างทั่วถึง - 3 -
3. ความรับผิดชอบของผู้บริหารของสำนักงานบัญชี
3.1 ความมุ่งมั่นของผู้บริหาร
ผู้บริหารระดับสูงต้องแสดงหลักฐานความมุ่งมั่น ในการพัฒนาและการนำระบบคุณภาพสำนักงานบัญชีไปปฏิบัติ
รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิผลอย่างต่อเนื่องโดย
- สื่อสารภายในสำนักงานบัญชีถึงความสำคัญในการดำเนินการตามมาตรฐานการบัญชีในด้านการจัดทำบัญชี และจรรยาบรรณ ความต้องการของลูกค้า กฎระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชี
- กำหนดนโยบายคุณภาพ
- จัดทำแผนธุรกิจ
- ติดตาม ตรวจสอบ
- จัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ
3.2 การให้ความสำคัญแก่ลูกค้า
ผู้บริหารระดับสูงต้องทำให้มั่นใจว่าความต้องการของลูกค้าได้ถูกนำมาพิจารณาและกระทำให้บรรลุผลโดยมุ่งหวัง
ในอันที่จะส่งเสริมความพึงพอใจของลูกค้าและต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชี มาตรฐานการบัญชี และจรรยาบรรณ
3.3 นโยบายคุณภาพ
ผู้บริหารระดับสูงต้องทำให้มั่นใจว่านโยบายคุณภาพ
- เหมาะสมกับจุดประสงค์ของสำนักงานบัญชี
- มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย มาตรฐานการบัญชี และจรรยาบรรณ และปรับปรุงประสิทธิผลของระบบคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
- เป็นกรอบในการจัดทำแผนธุรกิจ
- ได้มีการสื่อสารและเป็นที่เข้าใจภายในสำนักงานบัญชี
- ได้มีการทบทวนให้เหมาะสมตลอดเวลา
3.4 การวางแผนธุรกิจ
สำนักงานบัญชีต้องกำหนดและจัดทำแผนธุรกิจ และแผนการเงินประจำปีเป็นลายลักษณ์อักษร
3.5 ความรับผิดชอบ อานาจหน้าที่ และการสื่อสาร
3.5.1 ความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่
ผู้บริหารระดับสูงต้องมั่นใจว่าได้มีการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงานเป็นลายลักษณ์อักษรและได้ สื่อสารให้ทราบโดยทั่วถึงทั้งสำนักงานบัญชี - 4 -
3.5.2 การสื่อสารภายใน
ผู้บริหารระดับสูงต้องมั่นใจว่ามีการสื่อสารในสำนักงานบัญชีด้วยวิธีการที่เหมาะสม และคำนึงถึงประสิทธิผลของระบบคุณภาพสำนักงานบัญชี
3.5.3 การทบทวนการบริหาร
ผู้บริหารระดับสูงต้องมีการทบทวนการบริหารงานของสำนักงานบัญชีอย่างสม่ำเสมอ และต้องมีการเก็บบันทึกผลการทบทวน
3.6 การให้ความร่วมมือกับภาครัฐ
สำนักงานบัญชีต้องร่วมมือกับภาครัฐในด้านการกำกับดูแลและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์จากภาครัฐ
สู่ลูกค้า
4. ข้อกำหนดทางด้านจรรยาบรรณของสำนักงานบัญชี
4.1 ความโปร่งใส ความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต
ความโปร่งใส หมายถึง การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เพียงพอ เป็นปัจจุบัน สะท้อนภาพที่แท้จริง ภายในเวลา
ที่เหมาะสม ไม่ปกปิดข้อเท็จจริงหรือบิดเบือนความจริงอันเป็นสาระสำคัญ
ความเป็นอิสระ หมายถึง การปฏิบัติงานด้วยความเป็นอิสระ สามารถตัดสินใจโดยไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลใด ๆ หรือ
ปัจจัยภายนอกและภายในซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชีและความเป็นอิสระนั้นต้องเป็นที่ประจักษ์
แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้ผลงานของผู้ประกอบวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชีเป็นที่เชื่อถือได้
ความเที่ยงธรรม หมายถึง ความเป็นกลางในการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติงาน โดยปราศจากความมีอคติ ความลำเอียง
ความซื่อสัตย์สุจริต หมายถึง การประพฤติตรง จริงใจ ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง ปฏิบัติงานตรงตามความเป็นจริง
ไม่แสดงตนว่าได้ปฏิบัติงานถ้าไม่ได้ปฏิบัติจริง ความซื่อตรงต่อวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี
4.1.1 หลักการพื้นฐาน
ในการปฏิบัติงาน สำนักงานบัญชีต้องรักษาไว้ซึ่งความโปร่งใส ความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้ผลงานเป็นที่เชื่อถือ
4.1.2 ข้อกำหนด
(1) สำนักงานบัญชีต้องปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ไม่ปกปิดข้อเท็จจริง หรือบิดเบือนความจริงอันเป็นสาระสำคัญ
ในการปฏิบัติงาน ผู้ทำบัญชีต้องมั่นใจว่าข้อมูลที่นำมาใช้ถูกต้อง ครบถ้วน เพียงพอ เป็นปัจจุบัน สะท้อนภาพ ที่แท้จริง เพื่อให้มั่นใจว่างานบริการที่ให้แก่ลูกค้ามีความถูกต้อง
(2) สำนักงานบัญชีต้องไม่รับงานที่ตนขาดความอิสระ
ผู้ทำบัญชีต้องใช้ดุลยพินิจในการรับงาน และต้องถอนตัวจากการให้บริการ หรือหยุดการให้บริการชั่วคราวจนกว่าความสัมพันธ์หรือสถานการณ์ที่กระทบความเป็นอิสระได้ยุติลง (ศึกษากรณีตัวอย่างที่ 1 ประกอบ) - 5 -
(3) สำนักงานบัญชีต้องปฏิบัติงานด้วยความเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมา ปราศจากความลำเอียงและอคติ คงไว้ซึ่งความเป็นกลางในการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติงาน
สำนักงานบัญชีจะสามารถปฏิบัติงานด้วยความเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมา ปราศจากความลำเอียงและอคติ
คงไว้ซึ่งความเป็นกลางในการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติงานได้ ก็ต่อเมื่อสำนักงานบัญชีดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) สำนักงานบัญชีมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ จากระบบการจัดเก็บข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
(2) สำนักงานบัญชีสามารถควบคุมการให้บริการให้อยู่ในกรอบของจรรยาบรรณของวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี
สำนักงานบัญชีต้องหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์หรือสถานการณ์ใดๆ ที่อาจกดดันให้ผู้ทำบัญชีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางในการใช้ดุลยพินิจ
(4) สำนักงานบัญชีต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี
สำนักงานบัญชีต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี (ศึกษากรณีตัวอย่างที่ 2 ประกอบ)
4.2 ความรู้ความสามารถและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน
4.2.1 หลักการพื้นฐาน
ในการปฏิบัติงาน ผู้ทำบัญชีต้องใช้ความรู้ความสามารถและความชำนาญในวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชีด้วยความใส่ใจ เต็มความสามารถ เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับบริการทางวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี ที่อยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ และเทคนิคที่เกี่ยวข้อง
การที่จะสามารถปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังรอบคอบ ผู้ทำบัญชีต้องวางแผนและควบคุมงานจนสามารถรวบรวมข้อมูลและหลักฐานให้เพียงพอในการปฏิบัติงาน
ผู้ทำบัญชีต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่ประกอบวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากงานบริการวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี บนพื้นฐานของการพัฒนากฎเกณฑ์ มาตรฐานในการปฏิบัติงาน และเทคนิคที่เป็นปัจจุบัน
4.2.2 ข้อกำหนด
(1) ผู้ทำบัญชีต้องไม่รับงานที่เกินความรู้ความสามารถของตนที่จะปฏิบัติงานได้
ในการพิจารณารับงาน ผู้ทำบัญชีต้องมีความรู้และประสบการณ์ในธุรกิจของลูกค้า ลักษณะงานบริการที่ลูกค้าต้องการ และมีความสามารถเพียงพอที่จะปฏิบัติงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีและมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสำนักงานบัญชีต้องไม่รับงานในปริมาณมากจนไม่สามารถควบคุมการปฏิบัติงานได้ - 6 -
การที่ผู้ทำบัญชีจะมีความรู้ความสามารถในงานที่รับว่าจะให้บริการ ผู้ทำบัญชีจะต้องมีประสบการณ์และ
การฝึกฝนในการใช้วิจารณญาณการประยุกต์ใช้ความรู้นั้นกับงานที่รับว่าจะให้บริการ หรือผู้ทำบัญชีต้องผ่านการศึกษาการอบรมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่ผ่านมา กรณีที่ผู้ทำบัญชีไม่มีความรู้ความสามารถในงานที่จะให้บริการอย่างเพียงพอ ผู้ทำบัญชีต้องศึกษาค้นคว้าสอบถามจากผู้รู้หรือผู้มีประสบการณ์ หรือหาทีมงานที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะปฏิบัติงานได้
ผู้ทำบัญชีต้องไม่แสดงตนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องที่ตนเองไม่มีความรู้และความสามารถ ในกรณีนี้ผู้ทำบัญชีควรพิจารณาที่จะรับคำแนะนำหรือใช้ผลงานจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความถนัดในงานดังกล่าว
(2) ผู้ทำบัญชีต้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังรอบคอบ
ผู้ทำบัญชีต้องใช้ความรู้ตามมาตรฐานการบัญชี วิธีปฏิบัติ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ความชำนาญและประสบการณ์ทางวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี ด้วยความระมัดระวังรอบคอบ
(3) สำนักงานบัญชีต้องควบคุมคุณภาพงานให้ได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ
สำนักงานบัญชีควรมีการอบรมและควบคุมคุณภาพงานของผู้ทำบัญชีและผู้ช่วยผู้ทำบัญชีอย่างเหมาะสม สม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าผลงานการบริการทางวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชีได้มาตรฐาน
(4) ไม่ยินยอมให้ผู้อื่นอ้างว่าตนเป็นผู้ปฏิบัติงาน โดยตนมิได้ปฏิบัติงานหรือควบคุมการปฏิบัติงานนั้น
สำนักงานบัญชีต้องไม่ยินยอมให้ผู้อื่นอ้างชื่อว่าตนเป็นผู้ปฏิบัติหรือควบคุมงานให้บริการทางวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี โดยที่ตนเองมิได้เป็นผู้ปฏิบัติหรือควบคุมงานให้บริการอย่างแท้จริง
4.3 ความรับผิดชอบต่อผู้รับบริการและการรักษาความลับ
4.3.1 หลักการพื้นฐาน
สำนักงานบัญชีต้องรับผิดชอบต่องานที่ปฏิบัติโดยต้องไม่ละทิ้งงานที่ให้บริการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ในการปฏิบัติงาน ผู้ทำบัญชีอาจล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลใดๆ ที่ต้องถือเป็นความลับของกิจการที่ตนให้บริการ ผู้ทำบัญชีจะต้องไม่นำข้อมูลนั้นไปเปิดเผย ทั้งนี้ รวมถึงการที่ผู้ทำบัญชี ผู้ช่วยผู้ทำบัญชี หรือผู้ร่วมสำนักงานบัญชี
จะต้องไม่นำข้อมูลที่ได้มาในระหว่างการปฏิบัติงานไปใช้หรือเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าได้ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง
หรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก เว้นแต่กรณีที่ได้รับความยินยอมจากลูกค้าหรือกรณีที่ต้องให้ถ้อยคำตามกฎหมาย รวมทั้งกรณีที่เป็นการเรียกตรวจสอบโดยหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลและส่งเสริมการประกอบวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชีจึงจะเปิดเผยได้ - 7 -
4.3.2 ข้อกำหนด
(1) สำนักงานบัญชีต้องไม่เปิดเผยความลับของกิจการที่ตนเองได้รู้มาในหน้าที่จากการให้บริการเว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า ต้องให้ถ้อยคำในฐานะพยานตามกฎหมาย หรือเปิดเผยต่อหน่วยงานที่กำกับดูแล
หน้าที่ในการรักษาความลับนั้นยังคงมีอยู่ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสำนักงานบัญชีและลูกค้าจะสิ้นสุดแล้ว ก็ตามสำนักงานบัญชีต้องควบคุมดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ทำบัญชี ไม่ให้นำข้อมูลที่ได้มาในระหว่างการปฏิบัติงานไปใช้หรือเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าได้ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก (ศึกษากรณีตัวอย่างที่ 3 ประกอบ)
(2) ไม่ละทิ้งการปฏิบัติงานของสำนักงานบัญชีที่รับไว้แล้วโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ในกรณีที่สำนักงานบัญชีได้ตกลงรับงานไว้แล้ว ต่อมาไม่ปฏิบัติงานให้สำเร็จตามที่ตกลงไว้และได้ละทิ้งงานไปโดยไม่มีเหตุผลสมควร และไม่ได้แจ้งให้ลูกค้าทราบในเวลาอันสมควร เช่น การแจ้งกระชั้นชิด ถือว่าสำนักงานบัญชี
ขาดความรับผิดชอบต่อลูกค้า และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้า
4.4 ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือบุคคลหรือนิติบุคคลที่สำนักงานบัญชีปฏิบัติหน้าที่
4.4.1 หลักการพื้นฐาน
สำนักงานบัญชีต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ผู้เป็นหุ้นส่วน บุคคลหรือนิติบุคคลที่สำนักงานบัญชีปฏิบัติหน้าที่ให้
4.4.2 ข้อกำหนด
สำนักงานบัญชีต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ผู้เป็นหุ้นส่วน บุคคลหรือนิติบุคคลที่ผู้ทำบัญชีปฏิบัติหน้าที่
โดยมีพฤติกรรมที่ดีเพื่อชื่อเสียงแห่งวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชีเสมอ และไม่ปฏิบัติตนในลักษณะที่ทำให้เกิด
ความเสื่อมเสียแก่วิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี
4.5 สำนักงานบัญชีต้องไม่ปฏิบัติให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี
4.5.1 หลักการพื้นฐาน
สำนักงานบัญชีต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ เพื่อรักษาชื่อเสียงแห่งวิชาชีพ และงดเว้นการกระทำ
ที่จะนำมาสู่การเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
4.5.2 ข้อกำหนด
สำนักงานบัญชีต้องไม่กระทำการในลักษณะที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่วิชาชีพในด้านการทำบัญชี
(ศึกษากรณีตัวอย่างที่ 4 ประกอบ)
4.6 สำนักงานบัญชีต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณที่กำหนดในข้อ 4.1-4.5 และไม่ขัดกับข้อกำหนดแห่งจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี รวมทั้งต้องปฏิบัติเพิ่มเติมตามข้อกำหนดแห่งจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชีตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด - 8 -
5. กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าของสำนักงานบัญชี
5.1 สำนักงานบัญชีต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดค่าธรรมเนียม
5.2 สำนักงานบัญชีต้องมีการจัดทำสัญญาที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับจากลูกค้า
5.3 สำนักงานบัญชีต้องกำหนดระยะเวลาจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน
5.4 สำนักงานบัญชีต้องออกหลักฐานการรับเงินให้กับลูกค้าทุกครั้ง
5.5 ในกรณีที่ลูกค้ามอบหมายให้สำนักงานบัญชีเป็นผู้กระทำการใด ๆ แทน เช่น การนำส่งภาษีของลูกค้า การนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคม เป็นต้น สำนักงานบัญชีต้องนำส่งและดำเนินการให้ครบถ้วนตามที่ลูกค้ามอบหมาย
5.6 การดูแลทรัพย์สินของลูกค้า สำนักงานบัญชีต้องมีการจัดทำหลักฐานการส่งมอบและรับมอบทรัพย์สิน รวมถึง
การดูแลรักษา การจัดเก็บทรัพย์สินของลูกค้า ทั้งนี้ต้องไม่นำทรัพย์สินของลูกค้ามาต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของสำนักงานบัญชี เช่น การยึดบัญชีและเอกสารของลูกค้าไว้โดยไม่ส่งคืน
6. การจัดการทรัพยากรของสำนักงานบัญชี
6.1 เครื่องมืออุปกรณ์
สำนักงานบัญชีต้องจัดหา และบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำบัญชีเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการจัดระเบียบเรียบร้อยในสถานที่ทำงาน เพื่อก่อให้เกิดสภาพการทำงานที่ดี ปลอดภัย มีระเบียบเรียบร้อย อันจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตที่สูงขึ้น เช่น การทำ 5 ส เป็นต้น
6.2 ทรัพยากรบุคคล
6.2.1 บุคลากรในสำนักงานบัญชีต้องมีความรู้ ความสามารถตามตำแหน่งหน้าที่งาน ทั้งนี้ รวมถึงบุคลากรจากภายนอกสำนักงานบัญชีที่เข้ามาปฏิบัติงานกับสำนักงานบัญชีด้วย
6.2.2 ผู้ทำบัญชีต้องมีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 และพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
6.2.3 บุคลากรที่บรรจุใหม่หรือโยกย้ายตำแหน่งงานต้องได้รับการชี้แจงหรืออบรมการปฏิบัติงานของตำแหน่งนั้น ๆ ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน รวมทั้งสำนักงานบัญชีต้องจัดให้มีการดูแลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามการทำงานของบุคลากรในความรับผิดชอบให้มีความเข้าใจในงานที่ปฏิบัติ
6.2.4 บุคลากรในสำนักงานบัญชีต้องได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมตามสมควรและเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย
6.2.5 บุคลากรในสำนักงานบัญชีต้องได้รับการสื่อสารจากสำนักงานบัญชีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความต้องการ
ของลูกค้า/กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
6.2.6 ในกรณีที่ใช้ผู้ทำบัญชีภายนอกสำนักงานบัญชี สำนักงานบัญชีต้องมีมาตรการในการควบคุมผู้ทำบัญชีนั้นให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชี มาตรฐานการบัญชี และจรรยาบรรณ - 9 -
7. การปฏิบัติงานของสำนักงานบัญชี
7.1 สำนักงานบัญชีต้องมีการจัดทำบัญชีให้ถูกต้องและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
7.2 สำนักงานบัญชีต้องมีคู่มือการปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีและปฏิบัติตามคู่มือนั้น
7.3 สำนักงานบัญชีต้องมีการชี้แจงบุคลากรให้เข้าใจชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ของงาน และมีการฝึกอบรมเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ตามวัตถุประสงค์
7.4 สำนักงานบัญชีต้องจัดให้มีการกำกับดูแลความคืบหน้าของงาน และคอยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับงานนั้น
7.5 สำนักงานบัญชีต้องมีการแต่งตั้งและมอบหมายให้มีผู้ทำการทบทวนผลงานรวมทั้งนำไปปรับปรุงแก้ไข ก่อน
ส่งมอบให้กับลูกค้า
8. การติดตาม ตรวจสอบ ของสำนักงานบัญชี
8.1 สำนักงานบัญชีต้องมีกระบวนการในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของตนเองตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ทราบถึงผลการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามแผนธุรกิจและข้อกำหนดของกฎหมาย โดยการตรวจสอบนี้จะกระทำโดยตนเองหรือบุคคลภายนอกก็ได้
8.2 หากพบปัญหาจากการติดตาม ตรวจสอบ สำนักงานบัญชีต้องดำเนินการวิเคราะห์หาสาเหตุและกำหนดแนวทาง
แก้ไข เพื่อให้มั่นใจว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดซ้ำ
8.3 สำนักงานบัญชีต้องมีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนของลูกค้า ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์หาสาเหตุ การปฏิบัติการแก้ไขและแจ้งกลับไปยังลูกค้า
8.4 สำนักงานบัญชีต้องบันทึกผลการดำเนินการตามข้อ 8.1-8.3 และต้องเก็บรักษาไว้ตามระยะเวลาที่เหมาะสม
9. การจัดการเอกสารของสำนักงานบัญชี
9.1 สำนักงานบัญชีต้องมีวิธีการในการติดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชีให้เป็นปัจจุบัน
9.2 สำนักงานบัญชีต้องจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าและของตนเองในลักษณะที่ป้องกันความเสียหาย สูญหาย หรือเสื่อมสภาพ และกำหนดระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
9.3 ในกรณีที่มีการเก็บข้อมูลในรูปของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีการสำรองข้อมูลตามรอบระยะเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม - 10 -
ภาคผนวก
กรณีตัวอย่างที่ 1
กรณีตัวอย่างที่ถือว่าผู้ทำบัญชีขาดความเป็นอิสระจนทำให้ความเป็นกลางหรือความสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชีลดลง เช่น
- ผู้ทำบัญชีและผู้ช่วยผู้ทำบัญชีตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานของลูกค้า ไม่ว่าด้วยความคุ้นเคยหรือความเกรงใจ หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม และผู้ทำบัญชียอมโอนอ่อนผ่อนตามความต้องการของบุคคลเหล่านั้น ทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามข้อกำหนด กฎหมาย มาตรฐานการบัญชี และจรรยาบรรณ
- มีการรับของขวัญหรือการรับรอง ในจำนวนที่ทำให้เชื่อได้ว่าจะมีผลต่อการใช้ดุลยพินิจเยี่ยงผู้ทำบัญชี
ที่จะพึงกระทำตามความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ไม่รวมถึงการรับค่าตอบแทนจากการให้บริการทางวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชีนั้น
- การกู้เงินหรือการค้ำประกันโดยลูกค้าที่ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคารหรือสถาบันการเงินในจำนวนที่มีสาระสำคัญ
- ในกรณีที่สำนักงานบัญชีให้บริการด้านการสอบบัญชี ผู้สอบบัญชีต้องมีความเป็นอิสระจากการจัดทำบัญชีรายนั้นๆ
กรณีตัวอย่างที่ 2
กรณีตัวอย่างที่ถือว่าสำนักงานบัญชีไม่ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี เช่น
- กระทำการหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการโดยทุจริต ซ่อนเร้น ปลอมแปลง แก้ไข หรือทำลายเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ผิดจากความเป็นจริง
- มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดทำบัญชีและงบการเงิน หรือการสื่อสารข้อมูลที่เชื่อได้ว่าเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด ข้อมูลที่อาจทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
- การจงใจให้บริการทางวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชีแก่ลูกค้าที่ดำเนินธุรกรรมผิดกฎหมาย
- 11 -
กรณีตัวอย่างที่ 3
กรณีตัวอย่างดังต่อไปนี้แสดงถึงกรณีที่ผู้ทำบัญชีต้องเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับตามข้อกำหนดของกฎหมาย เช่น
- การจัดทำเอกสารหรือเตรียมหลักฐานให้แก่กระบวนการทางกฎหมาย
- การเปิดเผยต่อหน่วยงานกำกับดูแลถึงการฝ่าฝืนกฎหมาย
- การเปิดเผยการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการบัญชีและข้อกำหนดทางจรรยาบรรณ เพื่อปกป้องวิชาชีพ
ในด้านการจัดทำบัญชีในกระบวนการทางกฎหมาย หรือเพื่อตอบคำถามหรือการสอบสวนของหน่วยงานกำกับดูแล
- การเปิดเผยตามมาตรฐานการบัญชีและข้อกำหนดจรรยาบรรณในการตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับนั้น ผู้ทำบัญชีควรพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้
• ส่วนได้เสียของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงบุคคลที่สาม เนื่องจากส่วนได้เสียของบุคคลเหล่านั้นอาจได้รับผลกระทบ หากมีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว
• ขอบเขตของข้อเท็จจริงที่ควรเปิดเผย ผู้ทำบัญชีต้องใช้ดุลยพินิจวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชีเพื่อพิจารณาว่าข้อมูลที่เปิดเผยควรมีขอบเขตเพียงใด เช่น ข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ หรือการสรุปผล
• ประเภทของการสื่อสารที่เหมาะสมเพื่อให้ไปถึงผู้รับที่ต้องการ
กรณีตัวอย่างที่ 4
กรณีดังต่อไปนี้อาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่วิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชี
- การกล่าวเกินจริงเกี่ยวกับบริการที่ตนสามารถให้ได้ คุณสมบัติของตนเอง หรือประสบการณ์ที่มี
- การใส่ร้ายป้ายสี ดูถูกเหยียดหยามงานของผู้ทำบัญชีอื่น
- แสดงข้อความหรือพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานกำกับดูแล หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการชี้แจงการปฏิบัติงาน
- ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย หรือตัดสินให้มีความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง ซึ่งมีโทษจำคุก
- ให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์ใดๆ เพื่อเป็นการจูงใจให้บุคคลอื่นแนะนำหรือจัดหางานทางวิชาชีพในด้านการจัดทำบัญชีให้ตนทำ
- เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือประโยชน์จากบุคคลใดในเมื่อบุคคลนั้นได้รับงานเพราะการแนะนำหรือการจัดหางานของตนในฐานะที่เป็นผู้ทำบัญชีของกิจการนั้น
- จงใจแนะนำให้ลูกค้าเสียภาษีไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
อนึ่ง ในทางปฏิบัติอาจมีบางกรณีที่นอกเหนือจากตัวอย่างที่ให้ไว้ และอาจจำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติมโดยไม่จำกัดขอบเขตเพียงตัวอย่างที่ให้ไว้ในที่นี้เท่านั้น

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

ที่มา..http://www.dbd.go.th/thai/law/pdf/prakad_fail_safe.pdf

เตือนให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ยื่นงบการเงินรอบปีบัญชี 2550 ภายใน 2 มิย.2551

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกประกาศลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 เตือนให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี (ผู้ประกอบการ บริษัทจำกัด/ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ยื่นงบการเงินรอบปีบัญชี​2550 ภายใน วันที่ 2 มิถุนายน 2551 (เลื่อนจากวันที่ 31 พฤษภาคมและ 1 มิถุนายน เนื่องจากตรงกับวันหยุดเสาร์อาทิตย์)

 

คลิกดูประกาศได้ที่นี่.. http://www.dbd.go.th/fristP/monitoring27.pdf